ReadyPlanet.com
dot
dot dot
พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน โดยพระอาจารย์วิชชา กิจจวิชโช วัดป่าวัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน จ.เชียงใหม่ article

บรรยายธรรมเรื่อง พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน

โดย พระอาจารย์วิชชา กิจจวิชโช
วัดป่าวัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน จ.เชียงใหม่

ถอดเสียงธรรมโดย  Mirin


            คราเมื่อพระพุทธองค์ทรงปลงพระชนม์มายุสังขาร  พระพุทธองค์เสด็จมาถึงปาวาลเจดีย์ 1 [ปะ-วาน-เจ-ดี] ประทับภายใต้ต้นไม้ซึ่งมีเงาครึ้มต้นหนึ่ง ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า
“อานนท์! เพราะอบรมอิทธิบาทสี่มาอย่างดีแล้ว ทำจนแจ่มแจ้งแล้วอย่างเรานี้ 
 ถ้าปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ถึงหนึ่งกัป คือ 120 ปี ก็สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้”
            พระโลกนาถ2 (โลก-กะ-นาท) ตรัสดังนี้ถึงสามครั้ง  แต่พระอานนท์ก็คงเฉยมิได้ทูลอะไรเลย  ความวิตกกังวลและความเศร้าของท่านมีมากเกินไป  จึงปิดบังดวงปัญญาเสียหมดสิ้น  ความจงรักภักดีอย่างเหลือล้นที่ท่านมีต่อพระศาสดานั้น  บางทีก็ทำให้ท่านลืมเฉลียวใจ ถึงความประสงค์ของผู้ที่ท่านจงรักภักดีนั้น  ปล่อยโอกาสทองให้ล่วงไปอย่างน่าเสียดาย 
 
เมื่อเห็นพระอานนท์เฉยอยู่  พระพุทธองค์จึงตรัสว่า
                “อานนท์ ! เธอไปพักผ่อนเสียบ้างเถิด  เธอเหนื่อยมากแล้ว  แม้ตถาคตก็จะพักผ่อนเหมือนกัน”
                พระอานนท์จึงหลีกไปพักผ่อน  ณ  โคนต้นไม้อีกต้นหนึ่ง
                ณ บัดนั้น  พระตถาคตเจ้าทรงรำพึงถึงอดีตกาลนานไกลซึ่งล่วงมาแล้วถึงสี่สิบห้าปี  สมัยเมื่อพระองค์ตรัสรู้ใหม่ ๆ ทรงท้อพระทัยในการที่จะประกาศสัจธรรมเพราะเกรงว่าจะทรงเหนื่อยเปล่า  แต่อาศัยพระมหากรุณาต่อสรรพสัตว์  จึงตกลงพระทัยย่ำธรรมเภรี  และครานั้นพระองค์ทรงตั้งพระทัยไว้ว่า  ถ้าบริษัททั้งสี่คือ  ภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  อุบาสิกา  ยังไม่เป็นปึกแผ่นมั่นคง  ยังไม่สามารถย่ำยีปรัปวาท [ปะ-รับ-ปะ-วาด] คือ คำกล่าวจ้วงจาบล่วงเกินจากพาหิรลัทธิ 3 ที่จะพึงมีต่อพระพุทธธรรม คำสอนของพระองค์ยังไม่แพร่หลายเพียงพอตราบใด พระองค์ก็จะยังไม่นิพพานตราบนั้น ก็แลบัดนี้ พระธรรมคำสอนของพระองค์แพร่หลายเพียงพอแล้ว ภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  อุบาสิกา ฉลาดสามารถ พอที่จะดำรงพรหมจรรย์ศาสโนวาทของพระองค์แล้ว เป็นการสมควรที่พระองค์จะเข้าสู่มหาปรินิพพาน ทรงดำริดังนี้แล้ว จึงทรงปลงอายุสังขาร  คือตั้งพระทัยแน่วแน่ว่าพระองค์จะปรินิพพาน ในวันวิศาขปุรณมี [วิ-สา-ขะ-ปุ-ระ-นะ-มี] คือ วันเพ็ญเดือนหก

                อันว่าบุคคลผู้มีกำลัง กลิ้งศิลามหึมาแท่งทึบจากหน้าผาลงสู่สระ  ย่อมก่อความกระเพื่อมสั่นสะเทือนแก่น้ำในสระนั้นฉันใด  การปลงพระชนม์มายุสังขารอธิษฐานพระทัยว่า จะปรินิพพานของพระอนาวรณญาณ 4 [อะ-นา-วะ-ระ-นะ-ยาน] ก็ฉันนั้น  ก่อความวิปริตแปรปรวนแก่โลกธาตุทั้งสิ้น  มหาปฐพีมีอาการสั่นสะเทือนเหมือนหนังสัตว์ที่เขาขึงไว้แล้วตีด้วยไม้ท่อนใหญ่ก็ปานกัน  รุกขสาขาหวั่นไหวไกวแกว่งด้วยแรงวายุโบกสะบัดใบอยู่พอสมควร  แล้วนิ่งสงบ มีอาการประหนึ่งว่า  เศร้าโศกสลดในเหตุการณ์ครั้งนี้  เหมือนกุมารีน้อยคร่ำครวญปริเทวนาถึงมารดาผู้จะจากไปจนสลบแน่นิ่ง ณ  เบื้องบนท้องฟ้าสีครามกลายเป็นสีแดงเข้มดุจเสื่อลำแพนซึ่งไล้ด้วยเลือดสด  ปักษาชาติร้องระงมสนั่นไพรเหมือนจะประกาศว่า  พระผู้ทรงมหากรุณากำลังจะจากไปในไม่ช้านี้
                พระอานนท์สังเกตเห็นความวิปริตแปรปรวน ของโลกธาตุดังนี้  จึงเข้าเฝ้าพระจอมมุนีทูลถามว่า
                “พระองค์ผู้เจริญ !  โลกธาตุวิปริตแปรปรวนผิดปกติไม่เคยมีไม่เคยเป็น  ได้เป็นแล้วเพราะ
                  เหตุอะไรหนอ?"
                พระทศพลเจ้าตรัสว่า  

                “อานนท์เอย!  อย่างนี้แหละ  คราใดที่ตถาคต  ประสูติ  ตรัสรู้  หมุนธรรมจักร ปลงอายุสังขาร 
                  และนิพพาน  ครานั้นย่อมจะมีเหตุการณ์วิปริตอย่างนี้เกิดขึ้น”

                พระอานนท์ทราบว่า บัดนี้พระตถาคตเจ้าปลงพระชนม์มายุสังขารเสียแล้ว  ความสะเทือนใจและความว้าเหว่ประดังขึ้นมาจนอัสสุชล 5 ธาราไหลหลั่งสุดห้ามหัก  เพราะความรักเหลือประมาณที่ท่านมีในพระเชษฐภาดา 6  ท่านหมอบลงที่พระบาทมูล 7 [บาด-ทะ-มูน] แล้วทูลว่า
 
                “ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ!  ขอพระองค์อาศัยความกรุณาในข้าพระองค์และหมู่สัตว์ จงดำรง
                  พระชนม์ชีพต่อไปอีกเถิด อย่าเพิ่งด่วนปรินิพพานเลย”  
        
 
                กราบทูลเท่านี้แล้วพระอานนท์ก็ไม่อาจทูลอะไรต่อไปอีก เพราะโศกาดูรท่วมท้นหทัย       
 
                “อานนท์เอย!”      พระศาสดาตรัสพร้อมด้วยทอดทัศนาการไปเบื้องพระพักตร์อย่างสุดไกล  ลีลาแห่งความเด็ดเดี่ยวฉายออกมาทางพระเนตรและพระพักตร์
 
                “เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ตถาคตกลับใจ    ตถาคตจะต้องปรินิพพาน   ในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ
                  อีกสามเดือนข้างหน้านี้” 
 
                “อานนท์!  เราได้แสดงนิมิตต์โอภาส 8 อย่างแจ่มแจ้งแก่เธอ   พอเป็นนัยมาไม่น้อยกว่าสิบหก
                  ครั้งแล้วว่า  คนอย่างเรานี้มีอิทธิบาทภาวนาที่ได้อบรมมาด้วยดี  ถ้าประสงค์จะอยู่ถึงหนึ่งกัป
                  คือ ๑๒๐ ปีหรือมากกว่านั้นก็พออยู่ได้ แต่เธอหาเฉลียวใจไม่มิได้ทูลเราเลย  เราตั้งใจไว้ว่าใน
                  คราวก่อน ๆ นั้น ถ้าเธอทูลให้เราอยู่ต่อไป  เราจะห้ามเสียสองครั้ง  พอเธอทูลครั้งที่สามเราจะ
                  รับอาราธนาของเธอ  แต่บัดนี้ช้าเสียแล้ว เรามิอาจกลับใจได้อีก” 
 
                พระศาสดาหยุดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตรัสต่อไปว่า
 
                “อานนท์!  เธอยังจำได้ไหม ครั้งหนึ่ง  ณ  ภูเขาซึ่งมีลักษณะยอดเหมือนนกแร้ง อันมีนามว่า  
                 คิชฌกูฏ”  
                “ภายใต้ภูเขานี้มีถ้ำอันขจรนามชื่อ สุกรขาตา (สุ-กะ-ระ-ขา-ตา) ที่ถ้ำนี้เอง สาวกผู้เลื่องลือว่าเลิศ
                  ทางปัญญาของเรา คือ สารีบุตร  ได้ถอนตัณหานุสัยโดยสิ้นเชิง  เพียงเพราะฟังคำที่เราสนทนา
                  กับหลานชายของเธอ ผู้มีนามว่า ทีฆนขะ (ที-คะ-นะ-ขะ)  เพราะไว้เล็บยาว” 
 
                “เมื่อสารีบุตรมาบวชในสำนักของเราแล้ว  ทีฆนขะปริพาชกเที่ยวตามหาลุงของตน  มาพบลุง
                  ของเขาคือสารีบุตรถวายงานพัดเราอยู่ จึงพูดเปรย ๆ เป็นเชิงกระทบกระเทียบว่า  --  พระโคดม! 
                  ทุกสิ่งทุกอย่างข้าพเจ้าไม่พอใจหมด --  ซึ่งรวมความว่าเขาไม่พอใจเราด้วย  เพราะตถาคตก็รวม
                  อยู่ในคำว่าทุกสิ่งทุกอย่าง”             
 
                “เราได้ตอบเขาไปว่า ถ้าอย่างนั้นเธอก็ควรไม่พอใจ ความคิดเห็นอันนั้นของเธอเสียด้วย”
                “อานนท์! เราได้แสดงธรรมอื่นอีกเป็นอเนกปริยาย  สารีบุตรถวายงานพัดไปฟังไป  จนจิตของเธอ
                  หลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง”
 
                “อานนท์ เอย!  ณ  ภูเขาคิชฌกูฏดังกล่าวนี้  เราเคยพูดกับเธอว่า  คนอย่างเรานี้ถ้าจะอยู่ต่อไปอีก
                  หนึ่งกัปหรือเกินกว่านั้นก็พอได้ แต่เธอก็หารู้ความหมายแห่งคำที่เราพูดไม่”
 
                “อานนท์!  ต่อมาที่ โคตมนิโครธ (โค-ตะ-มะ-นิ-โครด),  ที่ เหวสำหรับทิ้งโจร,  ที่ ถ้ำสัตตบรรณ (สัท-ตะ-บัน) ใกล้เวภารบรรพต (เว-พา-ระ-บัน-พด),  ที่ กาฬสิลา (กา-ละ-สิ-ลา) ข้างภูเขาอิสิคิลิซึ่งเลื่องลือมาแต่โบราณกาลว่า  เป็นที่อยู่อาศัยของพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นอันมาก  เมื่อท่านเข้าไป  ณ  ที่นั้นแล้ว ไม่มีใครเห็นท่านออก
มาอีกเลย จึงกล่าวขานกันว่า อิสิคิลิบรรพต ภูเขากลืนกินฤๅษี, ที่เงื้อมเขาชื่อ สัปปิโสณฑิกา (สับ-ปิ-โส-นะ-ทิ-กา)  ใกล้ป่าสีตะวัน, ที่ ตโปทาราม, ที่ เวฬุวัน สวนไผ่อันร่มรื่นของจอมเสนาแห่งแคว้นมคธ, ที่ สวนมะม่วงของหมอชีวกโกมารภัจจ์, ที่ มัททกุจฉิมิคทายวัน (มัด-ทะ-กุด-ฉิ-มิ-คะ-ทา-ยะ-วัน) ทั้งสิบแห่งนี้มีรัฐเขตแขวงราชคฤห์”
                “ต่อมาเมื่อเราทิ้งราชคฤห์ไว้เบื้องหลัง  แล้วจาริกสู่เวสาลี นครอันรุ่งเรื่องยิ่ง  เราก็ให้นัยแก่เธออีกถึงหกแห่ง  คือที่ อุเทนเจดีย์,  สัตตัมพเจดีย์ (สัด-ตำ-พะ-เจ-ดี),  โคตรมกเจดีย์ (โค-ตะ-มะ-กะ-เจ-ดี),  พหุปุตตเจดีย์ (พะ-หุ-ปุด-ตะ-เจ-ดี),  สารันทเจดีย์ (สา-รัน-ทะ-เจ-ดี),  และ ปาวาลเจดีย์ เป็นแห่งสุดท้าย คือสถานที่ซึ่งเราอยู่  ณ  บัดนี้  แต่เธอก็หาเฉลียวใจไม่  ทั้งนี้เป็นความบกพร่องของเธอเอง  เธอจะคร่ำครวญเอาอะไรอีก”
                “อานนท์เอย!  บัดนี้สังขารอันเป็นเหมือนเกวียนชำรุดนี้เราได้สละแล้ว  เรื่องที่จะดึงกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งนั้นมิใช่วิสัยแห่งตถาคต”  
                “อานนท์!  เรามิได้ปรักปรำเธอ  เธอเบาใจเถิด  เธอได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว บัดนี้ เป็นกาลสมควร  ที่ตถาคตจะจากโลกนี้ไป  แต่ยังเหลือเวลาอีกสามเดือน  บัดนี้สังขารของตถาคตเป็นเสมือนเรือรั่ว คอยแต่เวลาจะจมลงสู่ท้องธารเท่านั้น”  
                “อานนท์ ! เราเคย บอกเธอแล้วมิใช่หรือว่า บุคคลย่อมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พึงใจเป็นธรรมดาหลีกเลี่ยงไม่ได้”
                “อานนท์เอย ! ชีวิตนี้ มีความพลัดพรากเป็นที่สุด  สิ่งทั้งหลายมีความแตกไป  ดับไป  สลายไปเป็นธรรมดา  จะปรารถนามิให้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็น นั้น  เป็นฐานะที่ไม่พึงหวังได้  ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไป  เคลื่อนไปสู่จุดสลายตัวอยู่ทุกขณะ"
                และแล้วพระจอมศาสดาก็เสด็จไปยังภัณฑูคาม  และโภคนคร (โพ- คะ-นะ- คอน) ตามลำดับ ในระหว่างนั้นทรงให้โอวาทภิกษุทั้งหลายด้วยพระธรรมเทศนาอันเป็นไปเพื่อโลกุตตราริยธรรม (โล-กุด-ตะ-รา-ริ-ยะ-ทำ) กล่าวคือ  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  วิมุติ 9  และวิมุตติญาณทัสสนะ 10 เป็นต้นว่า
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ศีล เป็นพื้นฐานเป็นที่รองรับคุณอันยิ่งใหญ่  ประหนึ่งแผ่นดินเป็นที่รองรับและตั้งลงแห่งสิ่งทั้งหลาย ทั้งที่มีชีพและหาชีพมิได้  เป็นต้นว่า พฤกษาลดาวัลย์  มหาสิงขรและสัตว์จตุบท11
ทวิบาท 12 นานาชนิด  บุคคลผู้มีศีลเป็นพื้น ใจย่อมอยู่สบาย  มีความปลอดโปร่ง เหมือนเรือนที่บุคคลปัดกวาด เช็ดถูเรียบร้อย ปราศจากเรือดและฝุ่นเป็นที่รบกวน”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ศีลนี้เองเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิคือความสงบใจ สมาธิที่มีศีลเป็นเบื้องต้น  เป็นสมาธิที่มีผลมาก  มีอานิสงส์มาก  บุคคลผู้มีสมาธิย่อมอยู่อย่างสงบ เหมือนเรือนที่มีฝาผนัง  มีประตูหน้าต่างปิดเปิดได้เรียบร้อย  มีหลังคาสำหรับป้องกัน ลม  แดด และฝน  ผู้อยู่ในเรือนเช่นนี้  ฝนตกก็ไม่เปียก  แดดออกก็ไม่ร้อนฉันใด  บุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิดีก็ฉันนั้น  ย่อมสงบอยู่ได้ไม่กระวนกระวายเมื่อลมแดด และฝน  กล่าวคือ โลกธรรมแผดเผา  กระพือพัดซัดสาดเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า  สมาธิอย่างนี้  ย่อมก่อให้เกิดปัญญาในการฟาดฟัน ย่ำยี  และเชือดเฉือนกิเลส อาสวะต่าง ๆ   ให้เบาบางและหมดสิ้นไป  เหมือนบุคคลผู้มีกำลังจับศาสตราอันคมกริบ แล้วถางป่าให้โล่งเตียนก็ปานกัน”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ปัญญาซึ่งมีสมาธิเป็นรากฐานนั้น  ย่อมปรากฏดุจไฟดวงใหญ่กำจัดความมืดให้ปลาสนาการ 13 (ปะ-ลาด-สะ-นา-กาน) มีแสงสว่างรุ่งเรืองอำไพ  ขับฝุ่นละออง  คือกิเลสให้ปลิวหาย ปัญญาจึงเป็นประดุจประทีปแห่งดวงใจ อันว่าจิตนี้ เป็นธรรมชาติที่ผ่องใสอยู่โดยปกติ  แต่เศร้าหมองไป  เพราะคลุกเคล้าด้วยกิเลสนานาชนิด  ศีล  สมาธิ และปัญญา  เป็นเครื่องฟอกจิตให้ขาวสะอาดดังเดิม  จิตที่ฟอกแล้วด้วย ศีล  สมาธิ  และ ปัญญา ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  บุคคลผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ย่อมพบกับปีติปราโมทย์อันใหญ่หลวง   รู้สึกตนว่าได้พบขุมทรัพย์มหึมาหาอะไรเปรียบมิได้  อิ่มอาบซาบซ่านด้วยธรรม  ตนของตนเองนั่นแลเป็นผู้รู้ว่า บัดนี้กิเลสานุสัยต่าง ๆ ได้สิ้นไปแล้ว ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว เหมือนบุคคลผู้ตัดแขนขาด ย่อมรู้ด้วยตนเองว่าบัดนี้แขนของตนได้ขาดแล้ว”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  บรรดาทางทั้งหลาย  มรรคมีองค์แปดประเสริฐที่สุด  
                                                         บรรดาบททั้งหลาย  บทสี่คืออริยสัจประเสริฐที่สุด  
บรรดาธรรมทั้งหลายวิราคะ  คือการปราศจากความกำหนัดยินดีประเสริฐสุด  
บรรดาสัตว์สองเท้า  พระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุประเสริฐที่สุด  
มรรคมีองค์แปดนี่แลเป็นไปเพื่อทรรศนะอันบริสุทธิ์  หาใช่ทางอื่นไม่
เธอทั้งหลายจงเดินไปตามทางมรรคมีองค์แปดนี้  อันเป็นทางที่ทำมารให้หลงติดตามมิได้
เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติเพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไป  
ความเพียรพยายาม เธอทั้งหลายต้องทำเอง ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่านั้น
เมื่อปฏิบัติตนดังนี้  พวกเธอจักพ้นจากมาร และบ่วงแห่งมาร”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ความทุกข์ทั้งมวลมีมูลรากมาจากตัณหา อุปาทาน  ความทะยานอยากดิ้นรน   และความยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นเราเป็นของเรา  รวมถึงความเพลินใจในอารมณ์ต่าง ๆ  สิ่งที่เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือไว้ โดยความเป็นตน เป็นของตน  ที่จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้นั้น เป็นไม่มี  หาไม่ได้ในโลกนี้  
เมื่อใดบุคคลมาเห็นสักแต่ว่าได้เห็น  ฟังสักแต่ว่าได้ฟัง  รู้สักแต่ว่าได้รู้  เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เพียงสักว่า  ไม่หลงใหลพัวพันมัวเมา  เมื่อนั้น จิตก็จะว่างจากความยึดถือต่าง ๆ ปลอดโปร่งแจ่มใส เบิกบานอยู่”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! เธอจงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า  มีสติอยู่ทุกเมื่อ  ถอนอัตตานุทิฏฐิ  คือความยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวตนเสีย  ด้วยประการฉะนี้  เธอจะเบาสบาย  คลายทุกข์  คลายกังวล  ไม่มีความสุขใดยิ่งกว่าการปล่อยวาง และการสำรวมตนอยู่ในธรรม”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง  ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น  เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย  มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นไว้เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม  แต่ก็ตามไม่เคยทัน  
                การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจ ให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น  เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย  เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่ เพื่อต้องการปลาเล็ก ๆ เพียงตัวเดียว  มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม  เรื่องกิน  และเรื่องเกียรติ  จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่ง  ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา  สิ่งนั้นคือ  ดวงจิตที่ผ่องแผ้ว
                เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน  เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา  และเรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้  เมื่อมีเกียรติมากขึ้นภาระที่จะต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญแล้ว  ในหมู่ชนที่เพ่งมองแต่ความเจริญทางด้านวัตถุนั้น  จิตใจของเขาเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา  ไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย  เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่างหลับหูหลับตา  เขาพากันบ่นว่าหนักและเหน็ดเหนื่อย พร้อม ๆ กันนั้น เขาได้แบกก้อนหินวิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  คนในโลกส่วนใหญ่ เต็มไปด้วยความกลับกลอกและหลอกลวงหาความจริงไม่ค่อยได้  แม้แต่ในการนับถือศาสนา  ด้วยอาการดังกล่าวนี้  โลกจึงเป็นเสมือนระงมอยู่ด้วยพิษไข้อันเรื้อรังตลอดเวลา  ภายในอาคารมหึมาประดุจปราสาทแห่งกษัตริย์มีลมพัดเย็นสบาย แต่สถานที่เหล่านั้น มักบรรจุเต็มไปด้วยคนซึ่งมีจิตใจเร่าร้อนเป็นไฟอยู่เป็นอันมาก  ภาวะอย่างนั้นจะมีความสุขสู้ผู้มีใจสงบอยู่โคนไม้ได้อย่างไร”
 
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  การแสวงหาทางออกอย่างพวกเธอนี้เป็นเรื่องประเสริฐแท้  การแก่งแย่งกันเป็นใหญ่เป็นโตนั้น  ในที่สุดทุกคนก็รู้เองว่า เหมือนแย่งกันเข้าไปสู่กองไฟ  มีแต่ความรุ่มร้อนกระวนกระวาย  
เสนาบดีดื่มน้ำด้วยภาชนะทองคำ  กับคนจน ๆ ดื่มน้ำด้วยภาชนะที่ทำด้วยกะลามะพร้าว  เมื่อมีความพอใจ ย่อมมีความสุขเท่ากัน  นี่เป็นข้อยืนยันว่า ความสุขนั้นอยู่ที่ความรู้สึกทางใจเป็นสำคัญ  
อย่างพวกเธออยู่ที่นี่ มีแต่ความพอใจ แม้กระท่อมจะมุงด้วยใบไม้  ก็มีความสุขกว่าอยู่ในพระราชฐานอันโอ่อ่า แน่นอนทีเดียว  คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น มิใช่คนใหญ่คนโต แต่เป็นคนที่รู้สึกว่า ชีวิตของตนมีความสุขสงบเยือกเย็น  ปราศจากความเร่าร้อน  กระวนกระวาย”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ลาภและยศนั้นเป็นเหยื่อของโลกที่น้อยคนนักจะสละและวางได้  จึงแย่งลาภ แย่งยศกันอยู่เสมอ เหมือนปลาที่แย่งเหยื่อกันกิน แต่หารู้ไม่ว่า เหยื่อนั้นมีเบ็ดเกี่ยวอยู่ด้วย  หรือเหมือนไก่ที่แย่งไส้เดือนกัน  จิกตีกัน ทำลายกัน จนพินาศกันไปทั้งสองฝ่าย  น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก  
ถ้ามนุษย์ในโลกนี้ลดความโลภลง  มีการเผื่อแผ่เจือจาน โอบอ้อมอารี  
ถ้าเขาลดโทสะลง มีความเห็นอกเห็นใจกัน  มีเมตตากรุณาต่อกัน  และ
ลดโมหะลง  ไม่หลงงมงาย  ใช้เหตุผลในการตัดสินปัญหาและดำเนินชีวิต  
 
โลกนี้จะน่าอยู่อีกมาก...  
 
แต่ช่างเขาเถิด  หน้าที่โดยตรงและเร่งด่วนของเธอ คือลดความโลภ  ความโกรธ  และความหลง ของเธอเองให้น้อยลง  แล้วจะประสบความสุขความเยือกเย็นขึ้นมาก  เหมือนคนลดไข้ได้มากเท่าใด ความสบายกายก็มีมากขึ้นเท่านั้น”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ทำไมมนุษย์จึงยอมตัว อยู่ภายใต้การจองจำของสังคมซึ่งมีแต่ความหลอกหลอน  
                                                สับปลับและแปรผัน  
                                                ทำไมมนุษย์จึงยอมตัวเป็นทาสของสังคม จนแทบจะกระดิกกระเดี้ยตัวมิได้   
                                                จะทำอะไรจะคิดอะไร ก็ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของสังคมไปเสียหมด  
สังคมจึงกลายเป็นเครื่องจองจำชีวิต ที่มนุษย์ซึ่งสำคัญตัวว่าเจริญแล้วช่วยกันสร้างขึ้น  เพื่อผูกมัดตัวเองให้อึดอัดรำคาญ  มนุษย์ยิ่งเจริญขึ้นก็ดูเหมือนจะมีเสรีภาพน้อยลง ทั้งทางกายและทางใจ  ดู ๆ แล้วความสะดวกสบาย และเสรีภาพของมนุษย์จะสู้สัตว์เดรัจฉานบางประเภทไม่ได้  ที่มันมีเสรีภาพ ที่จะทำอะไรตามใจชอบอยู่เสมอ ดูอย่างเช่น  ฝูงวิหค นกกา  มนุษย์เราเจริญกว่าสัตว์ตามที่มนุษย์เราเองชอบพูดกัน  แต่ดูเหมือนพวกเราจะมีความสุขน้อยกว่าสัตว์       
ภาระใหญ่ที่ต้องแบกไว้คือ  เรื่องกาม  เรื่องกิน  และเรื่องเกียรติ  มันเป็นภาระหนักยิ่งของมนุษยชาติ
สัตว์เดรัจฉานตัดไปได้อย่างหนึ่งคือ เรื่องเกียรติ  คงเหลือแต่เรื่องกามและเรื่องกิน
นักพรตอย่างพวกเธอนี้ตัดไปได้อีกอย่างหนึ่ง คือเรื่องกาม  คงเหลือแต่เรื่องกินอย่างเดียว  ปลดภาระไปได้อีกมาก
แต่การกินอย่างนักพรตกับการกินของผู้บริโภคกาม  ก็ดูเหมือนจะบริโภคแตกต่างกันอยู่  ผู้บริโภคกามและยังหนาแน่นอยู่ด้วยโลกียวิสัย  บริโภคเพื่อยุกามให้กำเริบ  จะต้องกินอย่างมีเกียรติ  กินให้สมเกียรติ  มิใช่กินเพียงเพื่อ ให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้อย่างสมณะ  ความจริงร่างกายคนเรามิได้ต้องการอาหารอะไรมากนัก  เมื่อหิวร่างกายก็ต้องการอาหาร เพียงเพื่อบำบัดความหิวเท่านั้น  แต่เมื่อมีเกียรติเข้ามาบวกด้วย  จึงกลายเป็นเรื่องกินอย่างเกียรติยศ  และแล้วก็มีภาระตามมาอย่างหนักหน่วง  คนจำนวนมากเบื่อเรื่องนี้  แต่จำต้องทำ เหมือนโคหรือควายซึ่งเหนื่อยหน่ายต่อแอกและไถ  แต่จำใจต้องลากมันไป ลากมันไป  อนิจจา !”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! การครองเรือนเป็นเรื่องยาก  เรือนที่ครองไม่ดี  ย่อมก่อทุกข์ให้มากหลาย  การอยู่ร่วมกับคนพาล เป็นความทุกข์อย่างยิ่ง
                ภิกษุทั้งหลาย !  เครื่องจองจำที่ทำด้วยเชือก  เหล็กหรือ โซ่ตรวนใด ๆ  เราไม่กล่าวว่าเป็นเครื่องจองจำที่แข็งแรงทนทานเลย  แต่เครื่องจองจำ คือบุตร  ภรรยา  ทรัพย์สมบัตินี่แล  ตรึงรัดมัดผูกสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่ในภพอันไม่มีที่สิ้นสุด  
เครื่องผูกที่ผูกหย่อน ๆ  แต่แก้ได้ยาก คือบุตร  ภรรยา  และทรัพย์สมบัตินี่เอง  
รูป  เสียง  กลิ่น รส  และโผฏฐัพพะนั้นเป็นเหยื่อของโลก  เมื่อบุคคลยังติดอยู่ในรูปเป็นต้นนั้น  เขาจะพ้นจากโลกมิได้เลย  ไม่มีรูปใดที่จะรัดตรึงใจของบุรุษได้มากเท่ารูปแห่งสตรี”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ผู้ยังตัดอาลัยในสตรีไม่ได้  ย่อมจะต้องเวียนเกิดเวียนตายอยู่ร่ำไป  แม้สตรีก็เช่นเดียวกัน  ถ้ายังตัดอาลัยในบุรุษไม่ได้ ย่อมประสบทุกข์บ่อย ๆ  กิเลสนั้นมีอำนาจควบคุมอยู่โดยทั่ว  ไม่เลือกว่าในวัยใด  และเพศใด”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! มนุษย์ผู้หลงใหลอยู่ในโลกียารมณ์  ผู้เพลินอยู่ในความบันเทิงสุขอันสืบเนื่องมาจากความมึนเมาในทรัพย์สมบัติชาติตระกูล  ความหรูหราฟุ่มเฟือย  ยศศักดิ์และเกียรติอันจอมปลอมในสังคม  ที่อยู่อาศัยอันสวยงาม  อาหาร และเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ต้องใส่  อำนาจและความทะนงตน  ทั้งหมดนี้ทำให้บุคคลมีนัยน์ตาฝ้าฟาง  มองไม่เห็นความงามแห่งพระสัทธรรม 14  
                ความเมาในอำนาจเป็นแรงผลักดันที่มีพลังมาก พอให้คนทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้มีอำนาจยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น พร้อมๆ กันนั้นมันทำให้เขา ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง  ไม่แยแสต่อเสียงเรียกร้องของศีลธรรม หรือมโนธรรมใด ๆ  มันค่อย ๆ ระบายจิตใจของเขาให้ดำมืดไปทีละน้อย ๆ จนเป็นสีหมึก  ไม่อาจมองเห็นอะไร ๆ ได้อีกเลย  หัวใจที่เร่าร้อนอยู่แล้วของเขา  ถูกเร่งเร้าให้เร่าร้อนมากขึ้น  ด้วยความทะยานอยากอันไม่มีขอบเขต  ไม่ทราบว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน  วัตถุอันวิจิตรตระการตานั้น ช่วยเป็นเชื้อให้ความทะยานอยากโหมแรง กลายเป็นว่า ยิ่งมีมากยิ่งอยากใหญ่  
แม้จะมีเสียงเตือนและเรียกร้องอยู่ตลอดเวลาว่า  ศีลธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนสังคมและคุ้มครองโลก  แต่บุคคลผู้รับรู้และพยายามประคับประคองศีลธรรม มีน้อยเกินไป  สังคมมนุษย์จึงวุ่นวายและกรอบเกรียมอย่างน่าวิตก”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  กลิ่นดอกไม้ กลิ่นจันทน์ ไม่สามารถหอมหวนทวนลมได้  แต่กลิ่นแห่งเกียรติคุณ ความดีงามของสัตบุรุษนั้นแล  สามารถจะหอมไปได้ ทั้งตามลมและทวนลม  คนดีย่อมมีเกียรติคุณฟุ้งขจรไปได้ทั่วทุกทิศ  กลิ่นจันทน์แดง  กลิ่นอุบล  กลิ่นดอกมะลิ  จัดว่าเป็นดอกไม้กลิ่นหอม  แต่ยังสู้กลิ่นศีลไม่ได้  กลิ่นศีลยอดเยี่ยมกว่ากลิ่นทั้งมวล  
                ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุหวังจะให้เป็นที่รักที่เคารพนับถือ  เป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจารีแล้ว  พึงเป็นผู้ทำตนให้สมบูรณ์ด้วยศีลเถิด”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ผู้ตื่นอยู่ มิได้หลับเลย  ย่อมรู้สึกว่าราตรีหนึ่งยาวนาน  ผู้ที่เดินทางจนเมื่อยล้าแล้ว  ย่อมรู้สึกว่าโยชน์หนึ่งเป็นหนทางที่ยืดยาว  แต่สังสารวัฏ คือการเวียนเกิดเวียนตายของสัตว์ผู้ไม่รู้พระสัทธรรมยังยาวนานกว่านั้น”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  สังสารวัฏนี้หาเบื้องต้นเบื้องปลายได้โดยยาก  สัตว์ที่พอใจในการเกิด ย่อมเกิดบ่อย ๆ  และการเกิดใดนั้น  ตถาคตกล่าวว่า เป็นความทุกข์  เพราะสิ่งที่ติดตามความเกิดมา  ก็คือ ความแก่ชรา  ความเจ็บปวดทรมาน และความตาย  ความต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก  ความต้องประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก  ความแห้งใจ  ความคร่ำครวญ  ความทุกข์กายทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ  อุปมาเหมือนเห็ดซึ่งโผล่ขึ้นจากดิน และนำดินติดขึ้นมาด้วย  หรืออุปมาเหมือนโคซึ่งเทียมเกวียนแล้ว  จะเดินไปไหนก็มีเกวียนติดตามไปทุกหนทุกแห่ง  สัตว์โลกเมื่อเกิดมาก็นำทุกข์ประจำสังขารติดมาด้วย  ตราบใดที่เขายังไม่สลัดความพอใจในสังขารออก  ความทุกข์ก็ย่อมติดตามไปเสมอ  เหมือนโคที่ยังมีแอกเกวียนครอบคออยู่  ล้อเกวียนย่อมติดตามไปทุกฝีก้าว”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรากยังมั่นคง  แม้ต้นไม้จะถูกตัดแล้ว มันก็สามารถขึ้นได้อีก  ฉันเดียวกัน  เมื่อบุคคลยังไม่ถอนตัณหานุสัยขึ้นเสียจากดวงจิต  ความทุกข์ก็เกิดขึ้นอีกแน่ ๆ  
                ภิกษุทั้งหลาย ! น้ำตาของสัตว์ที่ต้องร้องไห้เพราะความทุกข์โทมนัสทับถมในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารนี้ มีจำนวนมากเหลือคณา  สุดที่จะกล่าวได้ว่า มีประมาณเท่านั้นเท่านี้  กระดูกที่เขาทอดทิ้งลงทับถมปฐพีเล่า  ถ้านำมากองรวมกันไม่ให้กระจัดกระจาย  คงจะสูงเท่าภูเขา  บนพื้นแผ่นดินนี้ไม่มีช่องว่างเลยแม้แต่นิดเดียวที่สัตว์ไม่เคยตาย  ปฐพีนี้เกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ที่ตายแล้วตายเล่า  เป็นที่น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก ทุกย่างก้าวของมนุษย์และสัตว์ เหยียบย่ำบนกองกระดูก  นอนอยู่บนกองกระดูก  นั่งอยู่บนกองกระดูก  สนุกสนานเพลิดเพลินอยู่บนกองกระดูกทั้งสิ้น”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ไม่ว่าภพไหน ๆ ล้วนแต่มีลักษณะเหมือนกองเพลิงทั้งสิ้น  สัตว์ทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในกองเพลิง คือทุกข์  เหมือนเต่าอันเขาโยนลงไปแล้วในกองไฟใหญ่ฉะนั้น”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ทางสองสายคือ กามสุขัลลิกานุโยค  (กา-มะ-สุ-ขัน-ลิ-กา-นุ-โยก) การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุขสายหนึ่ง   และ อัตตกิลมถานุโยค (อัด-ตะ-กิ-ละ-มะ-ถา-นุ-โยก) การทรมานกายให้ลำบากเปล่าสายหนึ่ง  อันผู้หวังความเจริญในธรรม พึงละเว้นเสีย   ควรเดินตามทางสายกลาง  คือเดินตามอริยมรรคมีองค์แปด คือความเห็นชอบ  ความดำริชอบ  การพูดชอบ การทำชอบ  การประกอบอาชีพชอบ  ความพยายามในทางที่ชอบ  การตั้งสติชอบและการทำสมาธิชอบ”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ความทุกข์ เป็นความจริงประการหนึ่งที่ชีวิตทุกชีวิตจะต้องประสบไม่มากก็น้อย   ความทุกข์ที่กล่าวนี้มีอะไรบ้าง?  
                ภิกษุทั้งหลาย !  ความเกิดเป็นความทุกข์  ความแก่  ความเจ็บ  ความตายก็เป็นความทุกข์  ความแห้งใจ  หรือความโศก  ความพิไรรำพันจนน้ำตานองหน้า  ความทุกข์กาย  ความทุกข์ใจ  ความคับแค้นใจ  ความพลัดพรากจากบุคคล  หรือสิ่งของอันเป็นที่รัก  ความต้องประสบกับบุคคล หรือสิ่งของอันไม่เป็นที่พอใจ  ปรารถนาอะไรมิได้ดังใจหมาย  ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความทุกข์ที่บุคคลต้องประสบทั้งสิ้น  เมื่อกล่าวโดยสรุป  การยึดมั่นในขันธ์ห้า  ด้วยตัณหาอุปาทานนั่นเอง  เป็นความทุกข์อันยิ่งใหญ่”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  เราตถาคตกล่าวว่า  ความทุกข์ทั้งมวลย่อมสืบเนื่องมาจากเหตุ  ก็อะไรเล่าเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์นั้น  เรากล่าวว่า ตัณหาเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์  ตัณหา คือความทะยานอยากดิ้นรนซึ่งมีลักษณ์เป็นสามคือ  ดิ้นรนอยากได้อารมณ์ที่น่าใคร่น่าปรารถนา  เรียก กามตัณหา อย่างหนึ่ง   ดิ้นรนอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เรียก ภวตัณหา อย่างหนึ่ง  ดิ้นรนอยากผลักสิ่งที่มีอยู่แล้วเป็นแล้ว  เรียก วิภวตัณหา อย่างหนึ่ง  นี่แลคือสาเหตุแห่งความทุกข์ขั้นมูลฐาน  
                ภิกษุทั้งหลาย ! การสลัดทิ้งโดยไม่เหลือซึ่งตัณหาประเภทต่าง ๆ  ดับตัณหา คลายตัณหาโดยสิ้นเชิง  นั่นแลเราเรียกว่านิโรธ คือความดับทุกข์ได้”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ปัญหาที่เผชิญอยู่เบื้องหน้าของทุก ๆ คนคือ ปัญหาเรื่องทุกข์และความดับทุกข์   มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายถูกความทุกข์เสียบอยู่ทั้งทางกายและทางใจ  อุปมาเหมือนผู้ถูกยิงด้วยลูกศรซึ่งกำซาบด้วยยาพิษแล้ว ญาติมิตรเห็นเข้าเกิดความกรุณา จึงพยายามช่วยถอนลูกศรนั้น แต่บุรุษผู้โง่เขลาบอก ว่า ต้องไปสืบให้ได้เสียก่อนว่า ใครเป็นคนยิงและยิงมาจากทิศไหน  ลูกศรทำด้วยไม้อะไร  แล้วจึงจะค่อยมาถอนลูกศรออก  
                ภิกษุทั้งหลาย !  บุรุษผู้นั้นจะต้องตายเสียก่อนเป็นแน่แท้  ความจริงเมื่อถูกยิงแล้ว หน้าที่ของเขาก็คือ ควรพยายามถอนลูกศรออกเสียทันที  ชำระแผลให้สะอาดแล้วใส่ยา และรักษาแผลให้หายสนิท  หรืออีกอุปมาหนึ่ง เหมือนบุคคลที่ไฟไหม้อยู่บนศีรษะ  ควรรีบดับเสียโดยพลัน ไม่ควรเที่ยววิ่งหาคนผู้เอาไฟมาเผาศีรษะตน  ทั้ง ๆ ที่ไฟลุกไหม้อยู่”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  สังสารวัฏนี้เต็มไปด้วยเพลิงทุกข์นานาประการโหมให้ร้อนอยู่โดยทั่ว  สัตว์ทั้งหลายยังวิ่งอยู่ในกองทุกข์แห่งสังสารวัฏ  ใครเล่าจะเป็นผู้ดับ  ถ้าทุกคนไม่ช่วยกันดับทุกข์แห่งตน  อุปมาเหมือนบุรุษสตรีผู้รวมกันอยู่ในบริเวณกว้างแห่งหนึ่ง  และต่างคนต่างถือดุ้นไฟใหญ่ อันไฟลุกโพลงอยู่ทั่วแล้ว  ต่างคนต่างก็วิ่งวนกันอยู่ในบริเวณนั้น  และร้องกันว่า  ร้อน  ร้อน
                ภิกษุทั้งหลาย !  ครานั้นมีบุรุษผู้หนึ่งเป็นผู้ฉลาดร้องบอกให้ทุก ๆ คนทิ้งดุ้นไฟในมือของตนเสีย  ผู้ที่ยอมเชื่อทิ้งดุ้นไฟ ก็ได้ประสบความเย็น  ส่วนผู้ไม่เชื่อ  ก็ยังคงวิ่งถือดุ้นไฟพร้อมด้วยร้องตะโกนว่า  ร้อน ร้อน  อยู่นั่นเอง
                ภิกษุทั้งหลาย !  เราตถาคตได้ทิ้งดุ้นไฟแล้ว  และร้องบอกให้เธอทั้งหลายทิ้งเสียด้วย ดุ้นไฟที่กล่าวถึงนี้ คือกิเลสทั้งมวล  อันเป็นสิ่งที่เผาลนสัตว์ให้เร่าร้อนกระวนกระวาย”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  อายตนะภายในหกคือ  ตา หู  จมูก  ลิ้น  กาย  และใจ อายตนะภายนอกหก คือ รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ 15 เป็นของร้อน  ร้อนเพราะไฟ คือ ราคะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
                ภิกษุทั้งหลาย !  เราตถาคตไม่พิจารณาเห็นรูป เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะใด ๆ ที่จะครอบงำรัดตรึงใจของบุรุษ ได้มากเท่ารูป เสียง กลิ่น รส  แล ะโผฏฐัพพะแห่งสตรี
                ภิกษุทั้งหลาย !  เราไม่พิจารณาเห็นรูป  เสียง  กลิ่น รส  โผฏฐัพพะใด ๆ  ที่สามารถครอบงำรัดตรึงใจของสตรี  ได้มากเท่ารูป เสียง  กลิ่น  รส  และโผฏฐัพพะแห่งบุรุษ”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! กามคุณนี้เรากล่าวว่าเป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร  เป็นกำลังพลแห่งมาร ภิกษุผู้ปรารถนาจะประหารมาร  พึงสลัดเหยื่อแห่งมาร ขยี้พวงดอกไม้แห่งมาร และทำลายกำลังพลแห่งมารเสีย
                ภิกษุทั้งหลาย !  เราเคยเยาะเย้ยกามคุณ  ณ  โพธิมณฑล ในวันที่เราตรัสรู้นั้นเองว่า ดูก่อนกาม ! เราได้เห็นต้นเค้าของเจ้าแล้ว  เจ้าเกิดจากความดำริคำนึงถึงนั้นเอง  เราจักไม่ดำริถึงเจ้าอีก ด้วยประการฉะนี้ กามเอย ! เจ้าจะเกิดขึ้นอีกไม่ได้”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! จิตนี้เป็นสิ่งที่ดิ้นรนกวัดแกว่ง  รักษายาก  ห้ามได้ยาก  ผู้มีปัญญาพึงพยายามทำจิตนี้ให้หายดิ้นรน  ให้เป็นจิตตรงเหมือนช่างศรดัดลูกศรให้ตรงฉะนั้น  
                ภิกษุทั้งหลาย ! จิตนี้คอยแต่จะกลิ้งเกลือกลงไปคลุกเคล้ากับกามคุณ  เหมือนปลาซึ่งเกิดในน้ำ ถูกนายพรานเบ็ดยกขึ้นจากน้ำแล้ว  คอยแต่จะดิ้นรนไปในน้ำอยู่เสมอ  ผู้มีปัญญาพึงพยายามยกจิตขึ้นจากการอาลัยในกามคุณ ให้ละบ่วงมารเสีย”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาติของจิตเป็นสิ่งที่ดิ้นรนกลับกลอกง่าย  บางคราวปรากฏเหมือนช้างตกมัน
                ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจงเอาสติเป็นขอสำหรับเหนี่ยวรั้งช้าง  คือจิตที่ดิ้นรนนี้ให้อยู่ในอำนาจ  บุคคลผู้มีอำนาจมากที่สุดและควรแก่การสรรเสริญนั้น  คือผู้ที่สามารถ เอาตนของตนเองไว้ในอำนาจได้  สามารถชนะตนเองได้  ผู้ชนะตนเองได้ ชื่อว่าเป็นยอดนักรบในสงคราม  เธอทั้งหลายจงเป็นยอดนักรบในสงครามเถิด  อย่าเป็นผู้แพ้เลย”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! จิตใจที่ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม คือนินทาสรรเสริญนั้น  เป็นจิตใจที่ประเสริฐยิ่ง
                ภิกษุทั้งหลาย !  ในหมู่มนุษย์นี้ผู้ใด  ฝึกตนให้เป็นคนอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้อื่นได้  จัดว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด  ม้าอัศดร  ม้าสินธพ  พญาช้างตระกูลมหานาคที่ได้รับการฝึกดีแล้ว  จัดเป็นสัตว์ที่ประเสริฐ แต่บุคคลที่ฝึกตนดีแล้วยังประเสริฐกว่าสัตว์เหล่านั้น”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ผู้อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้สูงกว่า ก็เพราะความกลัว  อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้เสมอกันก็เพราะเห็นว่าพอสู้กันได้  แต่ผู้ใดอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้ซึ่งด้อยกว่าตนได้  เราเรียกความอดทนนั้นว่า สูงสุด  
ผู้มีความอดทน มีเมตตา  ย่อมเป็นผู้มีลาภ  มียศ อยู่เป็นสุข  เป็นที่รักของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย  เปิดประตูแห่งความสุขความสงบได้โดยง่าย  สามารถปิดมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทเสียได้  คุณธรรมทั้งมวล มีศีล และสมาธิเป็นต้น  ย่อมเจริญงอกงามแก่ผู้มีความอดทนทั้งสิ้น  
                ภิกษุทั้งหลาย ! เมตตากรุณาเป็นพรอันประเสริฐในตัวมนุษย์”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  คฤหัสถ์ผู้ยังบริโภคกามเกียจคร้านหนึ่ง 
                                              พระราชาทรงประกอบกรณียกิจ โดยมิได้พิจารณาโดยรอบคอบถี่ถ้วนเสียก่อนหนึ่ง  
                                              บรรพชิตไม่สำรวมหนึ่ง  ผู้อ้างตนว่าเป็นบัณฑิตแต่มักโกรธหนึ่ง  
                                              สี่จำพวกนี้ไม่ดีเลย
                ภิกษุทั้งหลาย !  กรรมอันใดที่ทำไปแล้วต้องเดือดร้อนใจภายหลัง  ต้องมีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา  เสวยผลแห่งกรรมนั้น  ตถาคตกล่าวว่า กรรมนั้นไม่ดี ควรเว้นเสีย”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  เมื่อเราอยู่ในวัยหนุ่ม  มีเกศายังดำสนิท ถูกแวดล้อมด้วยสตรีล้วนแต่สะคราญตา  เป็นที่น่าปรารถนาของบุรุษเพศ ผู้ยังตัดอาลัยในบ่วงกามมิได้  แต่เราเบื่อหน่ายในโลกีย์วิสัย  จึงสละสมบัติบรมจักร และนางผู้จำเริญตา  ออกแสวงหาโมกขธรรม 16 แต่เดียวดาย  เที่ยวไปอย่างไม่มีอาลัย  ปลอดโปร่งเหมือนบุคคลที่เป็นหนี้แล้วพ้นจากหนี้  เคยถูกคุมขังแล้วพ้นจากที่คุมขัง  เคยเป็นโรคแล้วหายจากโรค หลังจากท่องเที่ยวอยู่เดียวดายและทำความเพียรอย่างเข้มงวด  ไม่มีใครจะทำได้ยิ่งกว่า อยู่เป็นเวลาหกปี  เราก็ได้ประสบชัยชนะอย่างใหญ่หลวงในชีวิต  ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ สงบเยือกเย็นถึงที่สุด  ล่วงพ้นบ่วงแห่งมารทั้งปวง ทั้งที่เป็นทิพย์และเป็นของมนุษย์  มารและธิดามาร คือนางตัณหา  นางราคะ  และนางอรดี  ได้พยายามยั่วยวนเราด้วยวิธีต่าง ๆ  เพื่อให้เราตกอยู่ในอำนาจ  แต่เรา ก็หาสนใจใยดีไม่  ในที่สุด พวกนางก็ถอยหนีไปเอง  เราชนะมารอย่างเด็ดขาด  จนมีนามก้องโลกว่า ผู้พิชิตมาร
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ชีวิตนี้เริ่มต้นด้วยเรื่องที่น่าละอาย  ทรงตัวอยู่ด้วยเรื่องที่ยุ่งยากสับสน  และจบลงด้วยเรื่องเศร้า  อนึ่งชีวิตนี้เริ่มต้นและจบลงด้วยเสียงคร่ำครวญ  เมื่อลืมตาขึ้นดูโลกเป็นครั้งแรก เราก็ร้องไห้  และเมื่อจะหลับตาลาโลก เราก็ร้องไห้อีก  หรืออย่างน้อยก็เป็นสาเหตุให้คนอื่นหลั่งน้ำตา  เด็กร้องไห้พร้อมด้วยกำมือแน่น  เป็นสัญลักษณ์ว่าเขาเกิดมา เพื่อจะหน่วงเหนี่ยวยึดถือ  แต่เมื่อจะหลับตาลาโลกนั้น  ทุกคนแบมือออก เหมือนจะเตือนให้ผู้อยู่เบื้องหลังสำนึก และเป็นพยานว่า  เขามิได้เอาอะไรไปด้วยเลย”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจนั้น  เป็นเรื่องทรมานยิ่ง และเรื่องที่จะบังคับมิให้พลัดพราก  ก็เป็นสิ่งสุดวิสัย  ทุกคนจะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ ไม่วันใด  ก็วันหนึ่ง”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ความรักเป็นความร้าย  ความรักเป็นสิ่งทารุณ  และเป็นเครื่องทำลายความสุขของปวงชน ทุกคนต้องการความสมหวังในชีวิตรัก  แต่ความรักไม่เคยให้ความสมหวังแก่ใคร ถึงครึ่งหนึ่งแห่งความต้องการ  ยิ่งความรักที่ฉาบทา ด้วยความเสน่หาด้วยแล้ว ก็เป็นพิษแก่จิตใจทำให้ทุรนทุรายดิ้นรนไม่รู้จักจบสิ้น  ความสุขที่เกิดจากความรักนั้น  เหมือนความสบายของคนป่วย ที่ได้กินของแสลง  เธอทั้งหลายอย่าพอใจในความรักเลย   เมื่อหัวใจยึดไว้ด้วยความรัก  หัวใจนั้นจะสร้างความหวังขึ้นอย่างเจิดจ้า  แต่ทุกครั้งที่เราหวัง  ความผิดหวังก็จะรอเราอยู่”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  อย่าหวังอะไรให้มากนัก  จงมองดูชีวิตอย่างผู้ช่ำชอง  อย่าวิตกกังวลอะไรล่วงหน้า  ชีวิตนี้เหมือนเกลียวคลื่นซึ่งก่อตัวขึ้นแล้วม้วนเข้าหาฝั่ง  และแตกกระจายเป็นฟองฝอย  จงมองดูชีวิตเหมือนคนผู้ยืนอยู่บนฝั่งมองดูเกลียวในมหาสมุทรฉะนั้น”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! มนุษย์ทั้งหลายผู้ยังมีอวิชชาเป็นฝ้าบังปัญญาจักษุนั้น  เป็นเสมือนทารกน้อย  ผู้หลงเข้าไปในป่าใหญ่อันรกทึบ  ซึ่งเต็มไปด้วยอันตราย น่าหวาดเสียว  และว้าเหว่เงียบเหงา  มนุษย์ส่วนใหญ่แม้จะร่าเริงแจ่มใส อยู่ในหมู่ญาติและเพื่อนฝูง  แต่ใครเล่าจะทราบว่า  ภายในส่วนลึกแห่งหัวใจ  เขาจะว้าเหว่และเงียบเหงาสักปานใด  ถ้าทุกคนว้าเหว่ก็ไม่แน่ใจว่าจะยึดเอาอะไรเป็นหลักที่แน่นอนของชีวิต”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในเพศใด ภาวะใด  การกระทำที่นึกขึ้นภายหลังแล้วต้องเสียใจนั้น ควรเว้นเสีย  เพราะฉะนั้น  แม้จะประสบความทุกข์ยากลำบากสักปานใด ก็ต้องไม่ทิ้งธรรม  มนุษย์ที่ยังมีอาสวะอยู่ในใจนั้น ย่อมจะมีวันพลั้งเผลอ ประพฤติผิดธรรมไปบ้าง  เพราะยังมีสติไม่สมบูรณ์  แต่เมื่อได้สติภายหลังแล้ว  ก็ต้องตั้งใจประพฤติธรรมสั่งสมความดีกันใหม่  ยิ่งพวกเรานักบวชด้วยแล้ว จำเป็นต้องมีอุดมคติ  การตายด้วยอุดมคตินั้น มีค่ากว่าการเป็นอยู่โดยไร้อุดมคติ”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ธรรมดาว่าไม้จันทน์  แม้จะแห้งก็ไม่ทิ้งกลิ่น  อัศวินก้าวลงสู่สงครามก็ไม่ทิ้งลีลา  อ้อยแม้เข้าสู่หีบยนต์แล้วก็ไม่ทิ้งรสหวาน  บัณฑิตแม้ประสบทุกข์ก็ไม่ทิ้งธรรม”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  เธอทั้งหลายได้สละเพศฆราวาสมาแล้ว ซึ่งเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ ยากที่ใคร ๆ จะสละได้  ขอให้เธอเสียสละต่อไปเถิด  และสละให้ลึกกว่านั้น คือไม่สละแต่เพียงเพศอย่างเดียว  แต่จงสละความรู้สึกอันจะเป็นข้าศึกต่อเพศเสียด้วย  เธอเคยฟังสุภาษิตอันกินใจยิ่งมาแล้วมิใช่หรือ  บุคคลร้อยคน หาคนกล้าได้หนึ่งคน  บุคคลพันคน หาคนเป็นบัณฑิตได้หนึ่งคน  บุคคลแสนคน หาคนพูดความจริงได้เพียงหนึ่งคน  ส่วนคนที่เสียสละได้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ไม่ทราบว่าจะมีหรือไม่  คือไม่ทราบว่า จะหาในบุคคลจำนวนเท่าไร  จึงจะพบได้หนึ่งคน”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ข้าวเปลือก  ทรัพย์ เงินทอง หรือของที่บุคคลหวงแหนอย่างใดอย่างหนึ่ง  รวมทั้งทาส  กรรมกร  คนใช้ และที่อยู่อาศัย  สิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดนี้ บุคคลนำไปไม่ได้  ต้องทอดทิ้งไว้ทั้งหมด แต่สิ่งที่บุคคลทำด้วยกาย วาจา  หรือด้วยใจ  นั่นแหละ ที่จะเป็นของเขา  เป็นสิ่งที่เขาต้องนำไปเหมือนเงาตามตัว  เพราะฉะนั้น ผู้ฉลาดพึงสั่งสมกัลยาณกรรมอันจะนำติดตัวไปสู่สัมปรายภพได้  บุญ ย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย  ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  เมื่อไฟไหม้บ้าน ภาชนะเครื่องใช้อันใดที่เจ้าของนำออกไปได้  ของนั้นก็เป็นประโยชน์แก่เจ้าของ  ที่นำออกไม่ได้ ก็ถูกไฟไหม้วอดวายอยู่  ณ  ที่นั้นเอง ฉันใด  คนในโลกนี้ถูกไฟคือความแก่  ความตายไหม้อยู่ก็ฉันนั้น  คนผู้ฉลาดย่อมนำของออก ด้วยการให้ทาน  ของที่บุคคลให้แล้วชื่อว่านำออกดีแล้ว  มีความสุขเป็นผล  ส่วนของที่ยังไม่ได้ให้ หาเป็นเช่นนั้นไม่  แต่โจรอาจขโมยเสียบ้าง  ไฟอาจจะไหม้เสียบ้าง  อีกอย่างหนึ่ง เมื่อความตายมาถึงเข้า  บุคคลย่อมละทรัพย์สมบัติและแม้สรีระของตนไว้   นำไปไม่ได้เลย  ผู้มีปัญญารู้ความจริงข้อนี้แล้ว  พึงบริโภคใช้สอย  พึงให้เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น เมื่อได้ให้ได้บริโภคตามสมควรแล้ว เป็นผู้ไม่ถูกติเตียน  ย่อมเข้าสู่ฐานะอันประเสริฐ”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ความตระหนี่ลาภเป็นความโง่เขลา  เหมือนชาวนาที่ตระหนี่ไม่ยอมหว่านพันธุ์ข้าวลงในนา  เขาเก็บพันธุ์ข้าวเปลือกไว้จนเน่าและเสีย  ไม่สามารถจะปลูกได้อีก  ข้าวเปลือกที่หว่านลงแล้วหนึ่งเมล็ด  ย่อมให้ผลหนึ่งรวงฉันใด  ทานที่บุคคลทำแล้วก็ฉันนั้น ย่อมมีผลมาก ผลไพศาล  การรวบรวมทรัพย์ไว้โดยมิได้ใช้สอยให้เป็นประโยชน์  ทรัพย์นั้นจะมีคุณแก่ตนอย่างไร  เหมือนผู้มีเครื่องประดับอันวิจิตรตระการตา แต่หาได้ประดับไม่  เครื่องประดับนั้นจะมีประโยชน์อะไร  รังแต่จะก่อความหนักใจในการเก็บรักษา”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  นกชื่อไมหะกะ  ชอบเที่ยวไปตามซอกเขาและที่ต่าง ๆ  มาจับต้นเลียบที่มีผลสุกแล้วว่า  ของกู  ของกู  ในขณะที่มันร้องอยู่นั่นเอง  หมู่นกเหล่าอื่นที่บินมากินผลเลียบตามต้องการแล้วจากไป  นกมาหะกะ  ก็ยังคงร้องว่า  ของกู  ของกู  อยู่นั่นเอง  ข้อนี้ฉันใด  บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้น  รวบรวมสะสมทรัพย์ไว้มากมาย  แต่ไม่สงเคราะห์ญาติตามที่ควร  ทั้งมิได้ใช้สอยเองให้ผาสุก  มัวเฝ้ารักษาและภูมิใจว่า ของเรามี  ของเรามี  ดังนี้  เมื่อเขาประพฤติอยู่เช่นนี้  ทรัพย์สมบัติย่อมเสียหายไป  ทรุดโทรมไปด้วยเหตุต่าง ๆ  มากหลาย เขาก็คงคร่ำครวญอยู่อย่างเดิมนั่นเอง  และต้องเสียใจในของที่เสียไปแล้ว เพราะฉะนั้น  ผู้ฉลาดหาทรัพย์ได้แล้ว พึงสงเคราะห์คนที่ควรสงเคราะห์ มีญาติ  เป็นต้น”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ทรัพย์ของคนไม่ดีนั้น  ไม่สู้อำนวยประโยชน์แก่ใคร  เหมือนสระโบกขรณีอันตั้งอยู่ในที่ไม่มีมนุษย์  แม้จะใสสะอาดจืดสนิท เย็นดี  มีท่าลงสะดวกน่ารื่นรมย์  แต่มหาชนก็หาได้ดื่ม  อาบหรือใช้สอยตามต้องการไม่  น้ำนั้นมีอยู่อย่างไร้ประโยชน์  ทรัพย์ของคนตระหนี่ก็ฉันนั้น  ไม่อำนวยประโยชน์สุขแก่ใคร ๆ เลย  รวมทั้งตัวเขาเองด้วย  
                ส่วนคนดี เมื่อมีทรัพย์แล้ว ย่อมบำรุงมารดา บิดา บุตร ภรรยา  บ่าวไพร่ให้เป็นสุข  บำรุงสมณะพราหมณาจารย์ให้เป็นสุข  เปรียบเสมือนสระโบกขรณีอันอยู่ไม่ไกลจากบ้านหรือนิคม  มีท่าลงเรียบร้อยสะอาดเยือกเย็น  น่ารื่นรมย์  มหาชนย่อมได้อาศัยนำไปอาบ  ดื่ม และใช้สอยตามต้องการ  โภคทรัพย์ของคนดี  ย่อมเป็นดังนี้  หาอยู่โดยเปล่าประโยชน์ไม่"
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! อายะสัมปทา หรือทาน จะมีผลมากอานิสงส์ไพศาล ถ้าประกอบด้วยองค์หก กล่าวคือ
1. ก่อนให้  ผู้ให้ก็มีใจก็ผ่องใส ชื่นบาน
2. เมื่อกำลังให้  จิตใจก็ผ่องใส
3. เมื่อให้แล้ว  ก็มีความยินดี  ไม่เสียดาย
4. ผู้รับเป็นผู้ปราศจากราคะ หรือปฏิบัติเพื่อปราศจากราคะ
5. ผู้รับเป็นผู้ปราศจากโทสะ  หรือปฏิบัติเพื่อปราศจากโทสะ
6. ผู้รับเป็นผู้ปราศจากโมหะ  หรือปฏิบัติเพื่อปราศจากโมหะ
                ภิกษุทั้งหลาย ! ทานที่ประกอบด้วยองค์หกนี้แล  เป็นการหายากที่จะกำหนดผลแห่งบุญว่า มีประมาณเท่านั้นเท่านี้  อันที่จริง เป็นกองบุญใหญ่ที่นับไม่ได้  ไม่มีประมาณ  เหลือที่จะกำหนด  เหมือนน้ำในมหาสมุทร ย่อมกำหนดได้โดยยาก  ว่ามีประมาณเท่านั้นเท่านี้”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! คราวหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล (ปะ-เสน-ทิ-โก-สน) ราชาแห่งแคว้นนี้  เข้าไปหาตถาคตและถามว่า  บุคคลควรจะให้ทานในที่ใด  เราตอบว่า  ควรให้ในที่ที่เลื่อมใส  คือเลื่อมใสบุคคลใด  คณะใด ก็ควรให้แก่บุคคลนั้น  ในคณะนั้น  
พระองค์ถามต่อไปว่า  ให้ทานในที่ใดจึงจะมีผลมาก  เราตถาคตตอบว่า  ถ้าต้องการผลมากแล้วละก็ ควรจะให้ทานในท่านผู้มีศีล  การให้แก่บุคคลผู้ทุศีล  หามีผลมากอย่างนั้นไม่  
สถานที่ทำบุญ เปรียบเหมือนเนื้อนา  เจตนาและไทยทานของทายก  เปรียบเหมือนเมล็ดพืช  ถ้าเนื้อนาดีคือบุคคลผู้รับเป็นคนดีมีศีลธรรม และประกอบด้วยเมล็ดพืช  คือเจตนาและไทยทานของทายกบริสุทธิ์ ทานนั้นย่อมมีผลมาก  
การหว่านข้าวลงในนา ที่เต็มไปด้วยหญ้าแฝกและหญ้าคา  ต้นข้าวย่อมขึ้นได้โดยยากฉันใด  การทำบุญในคณะบุคคลผู้มีศีลน้อย  มีธรรมน้อยก็ฉันนั้น  คือย่อมได้บุญน้อย  ส่วนการทำบุญในคณะบุคคลซึ่งมีศีลดี  มีธรรมงาม  ย่อมจะมีผลมาก เป็นภาวะอันตรงกันข้ามอยู่ดังนี้  
เพราะฉะนั้น  บุคคลไม่ควรประมาทว่าบุญหรือบาปเพียงเล็กน้อยจะไม่ให้ผล  หยาดน้ำที่ไหลลงทีละหยด ยังทำให้แม่น้ำเต็มได้ฉันใด การสั่งสมบุญหรือบาป แม้ทีละน้อยก็ฉันนั้น  ผู้สั่งสมบุญย่อมเปี่ยมล้นไปด้วยบุญ  ผู้สั่งสมบาปย่อมเพียบแปล้ไปด้วยบาป”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  พรหมจรรย์นี้เราประพฤติมิใช่เพื่อหลอกลวงคน  มิใช่เพื่อให้คนทั้งหลายมานับถือ  มิใช่เพื่ออานิสงส์ ลาภสักการะและความสรรเสริญ มิใช่จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นเจ้าลัทธิ และแก้ลัทธิอย่างนั้นอย่างนี้  มิใช่เพื่อให้ใครรู้จักตัว ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ที่แท้พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติเพื่อสังวระ  คือความสำรวม  เพื่อปหานะคือความละ  เพื่อวิราคะคือคลายความกำหนัดยินดี  และเพื่อนิโรธะ คือความดับทุกข์”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! จงดูกายอันนี้เถิด ฟันหัก ผมหงอก หนังเหี่ยว ๆ ยาน ๆ มีอาการทรุดโทรมให้เห็นอย่างเด่นชัดเหมือนเกวียนที่ชำรุดแล้วชำรุดอีก ได้อาศัยแต่ไม้ไผ่มาซ่อมไว้ผูกกระหน่ำคาบค้ำไว้ จะยืนนานไปได้สักเท่าไร  การแตกสลาย ย่อมจะมาถึงเข้าสักวันหนึ่ง 
                ภิกษุทั้งหลาย !  พวกเธอจงมีธรรมเป็นที่เกาะที่พึ่งเถิด อย่าคิดถึงสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย แม้ตถาคตก็เป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่านั้น”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! จงดูกายอันเปื่อยเน่านี้เถิด มันอาดูร ไม่สะอาด มีสิ่งสกปรกไหลเข้าไหลออกอยู่เสมอ ถึงกระนั้นก็ตาม  มันยังเป็นที่พอใจปรารถนายิ่งนักของคนผู้ไม่รู้ความจริงข้อนี้ 
                ภิกษุทั้งหลาย ! ร่างกายนี้ไม่นานนักหรอกคงจะนอนทับถมแผ่นดิน ร่างกายนี้เมื่อปราศจากวิญญาณครองแล้ว ก็ถูกทอดทิ้งเหมือนท่อนไม้ที่ไร้ค่า อันเขาทิ้งเสียแล้ว โดยไม่ใยดี”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! อันร่างกายนี้สะสมไว้แต่ของสกปรกโสโครก มีสิ่งปฏิกูลไหลออกจากทวารทั้งเก้า มีช่องหู ช่องจมูก เป็นต้น  เป็นที่อาศัยแห่งสัตว์เล็กสัตว์น้อย เป็นป่าช้าแห่งซากสัตว์นานาชนิด เป็นรังแห่งโรค  เป็นที่เก็บมูกและกลีสัตว์ 17 (กะ-ลี-สัด) อุปมาเหมือนถุงหนังซึ่งบรรจุเอาสิ่งโสโครกต่าง ๆ เข้าไว้   แล้วซึมออกมาเสมอ ๆ เจ้าของกายจึงต้องชำระล้าง ขัดถูวันละหลายหลายครั้ง  เมื่อเว้นจากการชำระล้างแม้เพียงวันเดียว หรือสองวัน กลิ่นเหม็นก็ปรากฏเป็นที่รังเกียจ เป็นของน่าขยะแขยง”
 
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ร่างกายนี้เป็นเหมือนเรือนซึ่งสร้างด้วยโครงกระดูก มีหนังและเลือดเป็นเครื่องฉาบทา ที่มองเห็นเปล่งปลั่งผุดผาดนั้น เป็นเพียงผิวหนังเท่านั้น เหมือนมองเห็นความงามแห่งหีบศพอันวิจิตรตระการตา ผู้ไม่รู้ก็ติดในหีบศพนั้น แต่ผู้รู้ เมื่อทราบว่าเป็นหีบศพ แม้ภายนอกจะวิจิตรตระการตาเพียงไร ก็หาพอใจยินดีไม่ เพราะทราบชัดว่า ภายในแห่งหีบอันสวยงามนั้น มีสิ่งปฏิกูลพึงรังเกียจ” 
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  อริยะมรรคประกอบด้วยองค์แปด เป็นทางอันประเสริฐ  สามารถทำให้บุคคลเดินไปตามทางนี้   ถึงซึ่งความสุขสงบเย็นเต็มที่ เป็นทางเดินไปสู่อมตะ”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุหรือใคร ๆ ก็ตาม พึงปฏิบัติโดยชอบ ปฏิบัติดำเนินตามมรรคอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนี้อยู่  โลกก็จะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ตราบใดที่พวกเธอยังหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ พร้อมเพรียงกันประชุม เคารพในสิกขาบทบัญญัติ ยำเกรงภิกษุผู้เป็นสังฆเถระ 17 สังฆบิดร ไม่ยอมตนให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งตัณหา พอใจในการอยู่อาศัยเสนาสนะป่า  ปรารถนาให้เพื่อนพรหมจารี มาสู่สำนักและอยู่เป็นสุข ตราบนั้นพวกเธอจะไม่เสื่อมเลย  มีแต่ความเจริญโดยถ่ายเดียว”
               
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ตราบใดที่พวกเธอไม่หมกมุ่นกับการงานมากเกินไป  ไม่พอใจด้วยการคุยฟุ้งซ่าน  ไม่ชอบใจในการนอนมากเกินควร  ไม่ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ  ไม่เป็นผู้ปรารถนาลามก  ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจแห่งความปรารถนาชั่ว   ไม่คบมิตรเลว ไม่หยุดความเพียร พยายามเพื่อบรรลุคุณธรรมขั้นสูงขึ้นไปแล้ว ตราบนั้น พวกเธอจะไม่มีความเสื่อมเลย มีแต่ความเจริญโดยถ่ายเดียว”
 
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  วาจาสุภาษิตย่อมไม่มีประโยชน์แก่ผู้ไม่ทำตาม เหมือนดอกไม้ที่มีสีสวย  สัณฐานดี แต่หากลิ่นมิได้ แต่วาจาสุภาษิตจะมีประโยชน์อย่างมากแก่ผู้ทำตาม เหมือนดอกไม้ที่มีสีสวย มีสัณฐานงาม และมีกลิ่นหอม
                ภิกษุทั้งหลาย !  ธรรมที่เรากล่าวดีแล้วนั้น ย่อมไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์ ไพศาลแก่ผู้ไม่ทำตามโดยเคารพ   แต่จะมีผลมาก มีอานิสงส์ไพศาล  แก่ผู้ซึ่งกระทำโดยนัยตรงกันข้าม มีการฟังโดยเคารพ เป็นต้น”
 
 
                พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า
                “มาเถิดอานนท์ !  เราจักไปกุสินารานครด้วยกัน”
                พระอานนท์รับพุทธบัญชาแล้ว ประกาศให้ภิกษุทั้งหลายทราบพร้อมกัน  แล้วเดินจากสถานที่นั้นมุ่งสู่กุสินารานคร  ในระหว่างทางทรงเหน็ดเหนื่อยมาก จึงแวะเข้าร่มพฤกษ์ใบหนาต้นหนึ่ง  รับสั่งให้พระอานนท์ปูผ้าสังฆาฏิทำเป็นสี่ชั้น
                "อานนท์ !  เราเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน อาพาธก็มีอาการรุนแรงขึ้น  เร็วเข้าเถิดรีบปูลาดสังฆาฏิลง  เราจะนอนพักผ่อน และขอให้เธอไปนำน้ำมาดื่ม พอแก้กระหาย"
                "พระเจ้าข้า"  พระอานนท์ทูล
                "เกวียนเป็นจำนวนมากเพิ่งผ่านลำน้ำไปสักครู่นี้เอง  น้ำยังขุ่นอยู่ ไม่สมควรที่พระองค์จะดื่ม  ขอพระองค์ไปดื่ม  ณ  แม่น้ำกกุธานทีเถิด  มีน้ำใสจืดสนิท เย็นดี"
                "อย่าเลย  อานนท์"  พระคถาคต  ตรัสเป็นเชิงวิงวอน
                "อย่าคอยจนไปถึงแม่น้ำกกุธานทีเลย  เรากระหายเหลือเกิน  ร่างกายร้อน คอแห้งผาก  เธอจงรีบไปนำน้ำมาเถิด"
                พระอานนท์รับพุทธบัญชาแล้ว  ถือบาตรของพระตถาคตเจ้าไป  ท่านมีอาการเศร้าซึมและวิตกกังวล  เมื่อมาถึงริมแม่น้ำยังมองเห็นน้ำขุ่นอยู่  ท่านมีอาการเหมือนว่าจะเดินกลับ  แต่ด้วยความเชื่อและห่วงใยในพระศาสดา  จึงเดินลงไปอีก พอท่านทำท่าจะตักน้ำขึ้นมาเท่านั้น  น้ำซึ่งมีสีขุ่นขาวเพราะรอยเกวียนและโค  ก็ปรากฏเป็นน้ำใสสะอาดเหมือนกระจกเงา  ท่านจึงตักน้ำนั้นมา  แล้วรีบเดินกลับน้อมบาตรน้ำเข้าไปถวายพระศาสดา  พระพุทธองค์ทรงดื่มด้วยความกระหาย  พระอานนท์มองดูด้วยความชื่นชมในพุทธบารมีแล้วทูลว่า
                "พระพุทธเจ้าข้า  อัศจรรย์จริง !  สิ่งที่ไม่เคยมี ไม่เคยปรากฏ ได้มีได้ปรากฏแล้ว เป็นเพราะพุทธานุภาพโดยแท้"
                แล้วท่านก็เล่าเรื่องน้ำที่ขุ่นกลับใสสะอาดโดยฉับพลันให้พระผู้มีพระภาคเจ้าสดับ  
พระจอมมุนีคงประทับสงบนิ่ง ด้วยอาการแห่งผู้เจนจบและเข้าใจในความเป็นไปทั้งปวง  
ก่อนหน้านี้เพียงเล็กน้อย  เมื่อพระองค์ผ่านมาทางเมืองปาวาล  ประทับ  ณ  สวนมะม่วงของนายจุนทะ บุตรแห่งนายช่างทอง  นายจุนทะ ทูลอาราธนาพระพุทธองค์รับภัตตาหาร  ณ  บ้านของตน  แล้วจัดแจงขาทนียะ 19 โภชนียาหารอย่างประณีต  รุ่งขึ้นได้เวลาแล้ว อาราธนาพระพุทธองค์ และภิกษุสงฆ์เพื่อเสวย  พระพุทธองค์ทอดทัศนาการเห็นสุกรมัทวะ  อาหารชนิดหนึ่งซึ่งย่อยยาก  จึงรับสั่งให้ถวายแด่พระองค์แต่เพียงผู้เดียว มิให้ถวายแก่ภิกขุรูปอื่น  เมื่อพระองค์เสวยแล้ว ก็รับสั่งให้ฝังเสีย 
สุกรมัทวะให้ผลในทันที  อาการประชวรของพระองค์ทรุดหนักลงอย่างน่าวิตก  มีพระบังคน 20เป็นโลหิต  แต่ถึงกระนั้นก็ยังเสด็จด้วยพระบาทเปล่าจากปาวาลสู่กุสินารานครดังกล่าวแล้ว พระองค์ต้องหยุดพักเป็นระยะ ๆ หลายครั้งก่อนจะถึงกุสินาราราชธานีแห่งมัลลกษัตริย์  ณ  ใต้ร่มพฤกษ์ใบหนาแห่งหนึ่ง  ขณะที่พระองค์หยุดพัก  มีบุตรแห่งมัลลกษัตริย์นามว่า ปุกกุสะ (ปุก-กุ-สะ) เคยเป็นศิษย์ของอาฬารดาบส กาลามโคตร  เดินทางจากกุสินาราเพื่อไปยังปาวาลนคร  ได้เห็นพระภาคแล้วเกิดความเลื่อมใส  จึงน้อมนำผ้าคู่งามซึ่งมีสีเหมือนทองสินขีเข้าไปถวาย  รับสั่งให้ถวายแก่พระองค์ผืนหนึ่ง  แก่พระอานนท์ผืนหนึ่ง
                พระอานนท์เห็นว่าผ้านั้นไม่สมควรแก่ตน  จึงน้อมนำผ้านั้นเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาคอีกผืนหนึ่ง  พระพุทธองค์ทรงนุ่งและห่มแล้ว  ผ้านั้นสวยงามยิ่งนัก  ปรากฏประดุจถ่านเพลิงที่ปราศจากควันและเปลว พระฉวีของพระองค์เล่า  ก็ช่างผุดผ่องงดงามเกินเปรียบ  ท่านได้เห็นเหตุการณ์ดังนั้น จึงกราบทูลพระพุทธองค์ว่า
                “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐ !  ข้าพระองค์สังเกตเห็นพระฉวีของพระองค์ผุดผ่องยิ่งนัก  เกินที่จะเปรียบด้วยสิ่งใด เปล่งปลั่งมีรัศมี  พระองค์ผู้ประเสริฐ !  บัดนี้พระองค์ทรงมีพระชนม์มายุถึงแปดสิบแล้ว อยู่ในวัยชราเต็มที่  เหมือนผลไม้สุกจนงอม  อนึ่งเล่า เวลานี้พระองค์ทรงพระประชวรหนัก  ร่างกายเป็นผู้มีโรคเบียดเบียน  แต่เหตุไฉนผิวพรรณของพระองค์จึงผุดผ่องยิ่งนัก”
“อานนท์ !”  พระศาสดาตรัสตอบ
                “เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าที่เป็นอย่างนี้  ในคราวจะตรัสรู้คราวหนึ่ง  และก่อนที่จะนิพพานอีกคราวหนึ่ง  ผิวพรรณแห่งตถาคตย่อมปรากฏงดงาม ประดุจรัศมีแห่งสุริยาเมื่อแรกรุ่นอรุณและจวนจะอัสดง   ดูกรอานนท์ !  ในยามสุดท้ายแห่งราตรีนี้  ตถาคตจะต้องปรินิพพานในระหว่างต้นสาละทั้งคู่ซึ่งโน้มกิ่งเข้ามาหากัน  มีใบใหญ่หนา  มีดอกเป็นช่อชั้น”
                ตรัสดังนั้นแล้ว  จึงเสด็จนำพระอานนท์ไปสู่ฝั่งน้ำกกุธานที  เสด็จลงทรงสำราญตามพระพุทธอัธยาศัย  แล้วเสด็จขึ้นจากกกุธานทีไปประทับ  ณ  อัมพวัน  รับสั่งให้พระจุนทะน้องชายพระสารีบุตร  ปูลาดสังฆาฏิเป็นสี่ชั้น  แล้วบรรทมด้วยสีหไสยา  คือตะแคงขวาเอาพระหัตถ์รองรับพระเศียร  ซ้อนพระบาทให้เหลื่อมกัน มีพระสติสัมปชัญญะ  ตั้งพระทัยว่าจะลุกขึ้นในไม่ช้า  ขณะนั้นเองความปริวิตกถึงนายจุนทะผู้ถวายสุกรมัทวะก็เกิดขึ้น  จึงตรัสกับพระอานนท์ว่า
                “อานนท์ !  เมื่อเรานิพพานไปแล้ว อาจมีผู้กล่าวโทษจุนทะว่าถวายอาหารที่เป็นพิษ  จนเป็นเหตุให้เราปรินิพพาน  หรือมิฉะนั้น จุนทะอาจจะเกิดวิปฏิสาร  เดือดร้อนใจตัวเองว่า เพราะเสวยสุกรมัทวะอันตนถวายแล้ว พระตถาคตเจ้าจึงนิพพาน”  
                “ดูกรอานนท์ !  บิณฑบาตทานที่อานิสงส์มาก  มีผลไพศาล  มีอยู่สองคราวด้วยกันคือ  เมื่อนางสุชาดาถวายเราก่อนจะตรัสรู้ครั้งหนึ่ง  และอีกครั้งหนึ่งที่จุนทะถวายนี้  ครั้งแรกเสวยอาหารของสุชาดาแล้ว ตถาคตก็ถึงซึ่งกิเลสนิพพาน  คือการดับกิเลส  ครั้งหลังนี้เสวยอาหารของจุนทะบุตรนายช่างทองแล้ว เราก็นิพพานด้วยขันธนิพพาน คือดับขันธ์  อันเป็นวิบากที่ยังเหลืออยู่  ถ้าใคร ๆ จะพึงตำหนิจุนทะ เธอพึงกล่าวให้เขาเข้าใจตามนี้  ถ้าจุนทะจะพึงเดือดร้อนใจ  เธอพึงกล่าวปลอบใจให้เขาคลายวิตกกังวลเสีย  อาหารของจุนทะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายสำหรับเรา”
                ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะ 21 มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวารเสด็จข้ามแม่น้ำหิรัญญวดี (หิ-รัน-ยะ-วะ-ดี) ถึงกรุงกุสินารา  เสด็จเข้าสู่สาลวโนทยาน (สา-ละ-วะ-โน-ทะ-ยาน) คืออุทยานซึ่งสะพรึกพรั่งด้วยต้นสาละ  รับสั่งให้พระอานนท์จัดแท่นบรรทมระหว่างต้นสาละ  ซึ่งมีกิ่งโน้มเข้าหากัน  ให้หันพระเศียรไปทางทิศอุดร
                ครั้งนั้น มีบุคคลเป็นจำนวนมากจากสารทิศต่าง ๆ เดินทางมาเพื่อเฝ้าพระพุทธสรีระเป็นปัจฉิมกาล แผ่เป็นปริมณฑลกว้างออกไปสุดสายตา  สมเด็จพระมหาสมณะทรงเห็นเหตุการณ์ดังนี้แล้ว  จึงตรัสกับพระอานนท์เป็นเชิงปรารภว่า
                “อานนท์ !  พุทธบริษัททั้งสี่คือ  ภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  อุบาสิกา ทำสักการบูชาเราด้วยเครื่องบูชาสักการะทั้งหลายอันเป็นอามิส 22  เช่น  ดอกไม้  ธูป  เทียน  เป็นต้น  หาชื่อว่าบูชาตถาคตด้วยการบูชาอันยิ่งไม่”
“อานนท์ เอย !  ผู้ใดปฏิบัติตามธรรมปฏิบัติชอบยิ่ง  ปฏิบัติธรรมอันเหมาะสม  ผู้นั้นแลชื่อว่าสักการบูชาเราด้วยการบูชาอันยอดเยี่ยม"
                พระอานนท์ทูลว่า  "พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อก่อนนี้ออกพรรษาแล้ว  ภิกษุทั้งหลายต่างพากันเดินทางมาจากทิศานุทิศเพื่อเฝ้าพระองค์  ฟังโอวาทจากพระองค์  บัดนี้พระองค์จะปรินิพพานเสียแล้ว  ภิกษุทั้งหลาย จะพึงไป  ณ  ที่ใด ?"
                “อานนท์ !  สถานที่อันเป็นเหตุให้ระลึกถึงเราก็มีอยู่ คือ  
สถานที่ที่เราประสูติแล้ว คือลุมพินีวันสถาน
สถานที่ที่เราตั้งอาณาจักรแห่งธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก  คือป่าอิสิปตนะมิคทายะแขวงเมืองพาราณสี
สถานที่ที่เราตรัสรู้อนุตตรสัมมาโพธิญาณ  บรรลุความรู้อันประเสริฐทำกิเลสให้สิ้นไป  คือโพธิมณฑล ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม  และ
สถานที่ที่เราจะปรินิพพาน  ณ  บัดนี้  คือป่าไม้สาละ ณ นครกุสินารา
อานนท์เอย !  สถานที่ทั้งสี่แห่งนี้เป็นสังเวชนียสถาน 23  สาราณียสถาน  สำหรับให้ระลึกถึงเรา และเดินตามรอยพระบาทแห่งเรา”
                “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ! ในพรหมจรรย์นี้มีสุภาพสตรีเป็นอันมากเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ในฐานะต่าง ๆ  เป็นมารดาบ้าง  เป็นพี่หญิงน้องหญิงบ้าง  เป็นเครือญาติบ้าง และเป็นผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัยบ้าง ภิกษุจะพึงปฏิบัติต่อสตรีอย่างไร?”
                “อานนท์ ! การที่ภิกษุจะไม่ดูไม่แลสตรีเพศเสียเลยนั้นเป็นการดี”
                “ถ้าจำเป็นต้องดูต้องเห็นเล่าพระเจ้าข้า”  พระอานนท์ทูลซัก
                ”ถ้าจำเป็นต้องดูต้องเห็น  ก็อย่าพูดด้วย  อย่าสนทนาด้วย นั้นเป็นการดี"  พระศาสดาตรัสตอบ
                ”ถ้าจำเป็นต้องสนทนาด้วยเล่าพระเจ้าข้า จะปฏิบัติอย่างไร”
                “ถ้าจำเป็นต้องสนทนาด้วย ก็จงมีสติไว้  ควบคุมสติให้ดี  สำรวมอินทรีย์ กายวาจาใจ ให้เรียบร้อย อย่าให้ความกำหนัดยินดี หรือความหลงใหลครอบงำจิตใจได้”  
“อานนท์ ! เรากล่าวว่า สตรีที่บุรุษเอาใจเข้าไปเกาะเกี่ยวนั้น เป็นมลทินของพรหมจรรย์”
                “แล้วสตรีที่บุรุษมิได้เอาใจเข้าไปเกี่ยวเกี่ยวเล่าพระเจ้าข้า จะเป็นมลทินของพรหมจรรย์หรือไม่ ?"
“ไม่เป็นซิ อานนท์ !  เธอระลึกได้อยู่หรือ  เราเคยพูดไว้ว่า อารมณ์อันวิจิตร  สิ่งสวยงามในโลกนี้มิใช่กาม  แต่ความกำหนัดที่เกิดขึ้น  เพราะการดำริต่างหากเล่า เป็นกามของคน เมื่อกระชากความพอใจออกเสียได้แล้ว  สิ่งวิจิตรสวยงามก็อยู่อย่างเก้อ ๆ  ทำพิษอะไรมิได้อีกต่อไป”
                พระผู้มีพระภาคบรรทมสงบนิ่ง  พระอานนท์ก็พลอยนิ่งตามไปด้วย  ดูเหมือนท่านจะตรึกตรองพุทธวจนะ (พุด-ทะ-วัด-จะ-นะ) ที่ตรัสจบลงสักครู่นี้  ความเงียบสงัดปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วพระอานนท์ก็ทูลว่า
                “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า !  เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว  จะปฏิบัติเกี่ยวกับพุทธสรีระอย่างไร”
                “อย่าเลยอานนท์ ! ”  พระศาสดาทรงห้าม
                “เธออย่ากังวลกับเรื่องนี้เลย  หน้าที่ของพวกเธอคือ คุ้มครองตนด้วยดี  จงพยายามทำความเพียรเผาบาป ให้เร่าร้อนอยู่ทุกอิริยาบถเถิด  สำหรับเรื่องสรีระของเรา เป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์ที่จะพึงทำกัน  กษัตริย์ พราหมณ์  และคหบดีเป็นจำนวนมาก ที่เลื่อมใสตถาคตก็มีอยู่ไม่น้อย  เขาจัดทำกันเองเรียบร้อย”
                “พระเจ้าข้า” พระอานนท์ทูล
                “เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์ก็จริงอยู่  แต่ถ้าเขาถามข้าพระองค์  ข้าพระองค์จะพึงบอกเขาอย่างไร”
                “อานนท์ ! ชนทั้งหลายเมื่อปฏิบัติต่อสรีระแห่งพระเจ้าจักรพรรดิอย่างไร  ก็พึงปฏิบัติต่อสรีระแห่งตถาคตอย่างนั้นเถิด”
                “ทำอย่างไรเล่า พระเจ้าข้า”
                “อานนท์ !  คืออย่างนี้  เขาจะพันสรีระแห่งพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่ แล้วซับด้วยสำลี  แล้วพันด้วยผ้าใหม่อีก  ทำอย่างนี้ถึงห้าร้อยคู่  หรือห้าร้อยชั้น  แล้วนำวางในรางเหล็กซึ่งเต็มไปด้วยน้ำมัน  แล้วปิดครอบด้วยรางเหล็กเป็นฝา  แล้วทำจิตกาธาน 24 ด้วยไม้หอมนานาชนิด  แล้วถวายพระเพลิง  เสร็จแล้วเชิญพระอัฐิธาตุแห่งพระเจ้าจักรพรรดินั้น  ไปบรรจุสถูปซึ่งสร้างไว้  ณ  ทางสี่แพร่ง   และสรีระแห่งตถาคตก็พึงทำเช่นเดียวกัน  ทั้งนี้เพื่อผู้เลื่อมใสจักได้บูชา และเป็นประโยชน์สุขแก่เขาตลอดกาลนาน”
และแล้วพระพุทธองค์ทรงแสดงถูปารหบุคคล (ถู-ปา-ระ-หะ-บุก-คน)  คือบุคคลผู้ควรบรรจุอัฐิธาตุไว้ในพระสถูปสี่จำพวก คือ  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า  พระอรหันตสาวก  และพระเจ้าจักรพรรดิ  ตรัสแล้วบรรทมนิ่งอยู่  
พระอานนท์ถอยออกจากที่เฝ้าเพราะความเศร้าสลดสุดที่จะอดกลั้นได้  ท่านไปยืนอยู่ที่สงัดเงียบแห่งหนึ่ง น้ำตาไหลพรากจนอาบแก้ม  แล้วเสียงสะอื้นเบา ๆ ก็ตามมา  
บัดนี้ท่านมีอายุอยู่ในวัยชรานับได้แปดสิบแล้ว เท่ากับพระชนม์มายุของพระผู้มีพระภาคเจ้า  อุปสมบทมานานถึงสี่สิบสี่พรรษา  ได้ยินได้ฟังพระธรรมเทศนาอบรมจิตใจอยู่เสมอ  ได้บรรลุคุณธรรมขั้นต้นเป็นโสดาบันบุคคล  ผู้มีองค์ประกอบดังกล่าวนี้ ถ้าไม่มีเรื่องสะเทือนใจอย่างแรง คงจะไม่เศร้าโศกปริเทวนาการถึงเพียงนี้  ท่านรู้สึกสะเทือนใจและว้าเหว่อย่างยิ่ง  เป็นเวลานานเหลือเกินที่ท่านรับใช้พระศาสดา  ได้ทำหน้าที่พุทธอุปัฏฐาก  และเอื้อเฟื้อต่อกัน  การจากไปของพระผู้มีพระภาค จึงเป็นเสมือนกระชากดวงใจของท่าน ให้หลุดลอย
                “โอ !  พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งของโลกและของข้าพระองค์”  เสียงคร่ำครวญออกมากับเสียงสะอื้น
                “ตั้งแต่บัดนี้ไป  ข้าพระพุทธเจ้าจักไม่ได้เห็นพระองค์อีกแล้ว  พระองค์ผู้ทรงพระมหากรุณาดุจห้วงมหรรณพ มาด่วนจากข้าพระองค์  ทั้ง ๆ ที่ข้าพระองค์ยังมีอาสวะอยู่ เหมือนพี่เลี้ยงสอนให้เด็กเดิน  เมื่อเด็กน้อยพอจะหัดก้าวเท่านั้น  พี่เลี้ยงก็มีอันพลัดพรากจากไป  ข้าพระองค์เหมือนเด็กน้อยผู้นั้น”  
                พระอานนท์คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร
                เมื่อพระอานนท์หายไปนานผิดปกติ  พระศาสดาจึงตรัสถามว่า
                “ภิกษุทั้งหลาย !  อานนท์หายไปไหน”
                “ไปยืนร้องไห้อยู่โคนต้นไม้โน้น พระเจ้าข้า”  ภิกษุทั้งหลายทูล
                “ไปตามอานนท์มานี่เถิด”  พระศาสดาตรัสสั่ง
                พระอานนท์เข้าสู่ที่เฝ้าด้วยใบหน้าที่ยังชุ่มด้วยน้ำตา พระศาสดาตรัสปลอบใจว่า
                “อานนท์ !  อย่าคร่ำครวญนักเลย  เราเคยบอกไว้แล้วมิใช่หรือว่า  บุคคลย่อมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจเป็นธรรมดา  ในโลกนี้หรือโลกไหน ๆ ก็ตาม  ไม่มีอะไรยั่งยืนถาวรเลย  สิ่งทั้งหลายมีการเกิดย่อมมีการดับเป็นธรรมดา  เป็นที่สุด ไม่มีอะไรยับยั้งต้านทานได้”
                “ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นประดุจดวงตะวัน”  พระอานนท์ทูลด้วยเสียงสะอื้นน้อย ๆ
                “ข้าพระองค์มารำพึงว่า ตลอดเวลาที่พระองค์ทรงพระชนม์อยู่  ข้าพระองค์เที่ยวติดตามประดุจฉายา   ต่อไปนี้ข้าพระองค์จะพึงติดตามผู้ใดเล่า  จะพึงตั้งน้ำใช้น้ำเสวยเพื่อผู้ใด  จะพึงปัดกวาดเสนาสนะที่หลับที่นอนเพื่อผู้ใด  อนึ่ง  เวลานี้ข้าพระองค์ยังมีอาสวะอยู่  พระองค์มาด่วนปรินิพพาน  ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์กำจัดกิเลสให้หมดสิ้น  ข้าพระองค์คงอยู่อย่างว้าเหว่และเดียวดาย  เมื่อคำนึงอย่างนี้แล้ว  ก็สุดจะหักห้ามความโศกสลดได้”
                “อานนท์ !  เธอเป็นผู้มีบารมีธรรม ที่สั่งสมมาไว้แล้วมาก  เธอเป็นผู้มีบุญที่สั่งสมไว้แล้วมาก  อย่าเสียใจเลย  กิจอันใดที่ควรทำแก่ตถาคต  เธอได้ทำกิจนั้นอย่างสมบูรณ์ ด้วยกายกรรม  วจีกรรม  และมโนกรรม อันประกอบด้วยเมตตาอย่างยอดเยี่ยม  จงประกอบความเพียรเถิด  เมื่อเราล่วงลับไปแล้วเธอจะต้องประสพอรหันตผล เป็นพระอรหันต์ในไม่ช้า”
                ตรัสดังนี้แล้วจึงเรียกภิกษุทั้งหลายเข้ามาสู่ที่ใกล้  แล้วทรงสรรเสริญพระอานนท์  เป็นอเนกปริยาย เป็นต้นว่า
                “ภิกษุทั้งหลาย !  อานนท์เป็นบัณฑิต เป็นผู้รอบรู้และอุปัฏฐากเราอย่างยอดเยี่ยม  พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งในอดีตและอนาคต  ซึ่งมีภิกษุเป็นผู้อุปัฏฐากนั้น  ก็ไม่ดีเกินไปกว่าอานนท์  
อานนท์เป็นผู้ดำเนินกิจด้วยปัญญา รู้กาลที่ควรและไม่ควร  รู้กาลที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มาเฝ้าเราว่า กาลนี้สำหรับกษัตริย์  กาลนี้สำหรับราชามหาอำมาตย์  กาลนี้สำหรับคนทั่วไป ควรได้รับการยกย่องนานาประการ
มีคุณธรรมน่าอัศจรรย์ ผู้ที่ยังไม่เคยเห็นไม่เคยสนทนา ก็อยากเห็นอยากสนทนาด้วย อยากฟังธรรมของอานนท์ เมื่อฟังก็มีจิตใจเพลิดเพลิน ยินดีในธรรมที่อานนท์แสดง ไม่อิ่มไม่เบื่อด้วยธรรมวารีรส…
ภิกษุทั้งหลาย !  อานนท์เป็นบุคคลที่หาได้ยากผู้หนึ่ง”
                พระอานนท์ผู้มีความห่วงใยในพระศาสดาไม่มีที่สิ้นสุด กราบทูลด้วยน้ำเสียงที่ยังเศร้าอยู่ว่า
                “พระองค์ผู้เจริญ ! พระองค์เป็นประดุจพระเจ้าจักรพรรดิในทางธรรม  ทรงสถาปนาอาณาจักรแห่งธรรมขึ้น ทรงเป็นธรรมราชา สูงยิ่งกว่าราชาใด ๆ ในพื้นพิภพนี้  ข้าพระองค์เห็นว่า ไม่สมควรแก่พระองค์เลยที่จะปรินิพพานในเมืองกุสินารา อันเป็นเมืองเล็กเมืองน้อย  ขอพระองค์ไปปรินิพพานในเมืองใหญ่ ๆ เช่น  ราชคฤห์  สาวัตถี  จำปา สาเกต โกสัมพี  พาราณสี  เป็นต้นเถิดพระเจ้าข้า  ในมหานครเหล่านั้น กษัตริย์ พราหมณ์  เศรษฐี  คหบดี และชาวนครทุกชั้นที่เลื่อมใสในพระองค์ก็มีอยู่มาก  จักได้ทำมหาสักการะแด่สรีระแห่งพระองค์เป็นมโหฬาร  ควรแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งอุดมรัตน์ในโลก”
                “อานนท์ ! เ ธออย่ากล่าวอย่างนั้นเลย  ชีวิตของตถาคตเป็นชีวิตแบบอย่าง  ตถาคตนิพพานไปแต่เพียงรูปเท่านั้น  แต่เกียรติคุณของเราคงอยู่ต่อไป  เราต้องการให้ชีวิตนี้ งามทั้งในเบื้องต้น  ท่ามกลางและที่สุด”
                “อานนท์เอย !  ตถาคตอุบัติแล้วเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน  เมื่ออุบัติมาสู่โลกนี้  เราเกิดแล้วในป่านามว่าลุมพินี  เมื่อตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  เราก็ได้บรรลุแล้วในป่า ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แขวงเมืองราชคฤห์มหานคร  เมื่อตั้งอาณาจักรแห่งธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก ได้สาวกเพียงห้าคน  เราก็ตั้งลงแล้ว  ณ  ป่าอิสิปตนมฤคทายะ  เขตเมืองพาราณสี  ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแห่งเรา  เราก็ควรนิพพานในป่าเช่นเดียวกัน”
                “อนึ่ง  กุสินารานี้  แม้บัดนี้จะเป็นเมืองน้อย  แต่ในโบราณกาลกุสินารานี้เคยเป็นเมืองใหญ่มาแล้ว  เคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าจักรพรรดิ นามว่า  มหาสุทัศนะ  นครนี้เคยชื่อกุสาวดี  เป็นราชธานีที่สมบูรณ์  มั่งคั่ง  มีคนมาก มีมนุษย์นิกรเกลื่อนกล่น  พรั่งพร้อมด้วยธัญญาหาร  มีรมณียสถานที่บันเทิงจิต ประดุจดังราชธานีแห่งทิพยนคร  กุสาวดีราชธานีนั้น  กึกก้องนฤนารททั้งกลางวันและกลางคืน ด้วยเสียงสิบประการ คือ เสียงคชสาร  เสียงภาชี  เสียงเภรีและรถ  เสียงตะโพน  เสียงพิณ  เสียงขับร้อง  เสียงกังสดาล เสียงสังข์  รวมทั้งสำเนียงประชาชนเรียกกันบริโภคอาหารด้วยความสำราญเบิกบานจิต”
                “พระเจ้ามหาสุทัศนะองค์จักรพรรดิเล่า  ก็ทรงเป็นอิสราธิบดี 25 ในปฐพีมณฑล  ทรงชำระปัจจามิตรโดยธรรม  ไม่ต้องใช้ทัณฑ์และศาสตรา  ชนบทสงบราบคาบปราศจากโจรผู้ร้าย  มารดาและบุตรธิดา  มีความอิ่มอกด้วยความเพลิดเพลิน  ประตูบ้านปราศจากลิ่มสลัก  เป็นนครที่รื่นรมย์ร่มเย็น  สมเป็นราชธานีแห่งพระเจ้าจักรพรรดิอย่างแท้จริง”
                “อีกอย่างหนึ่ง อานนท์เอย !  เมื่อมองมาทางธรรมให้เกิดสังเวช สลดจิต ก็พอคิดได้ว่า  สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน  มุ่งไปสู่จุดสลายตัว”  
“อานนท์จงดูเถิด  พระเจ้าจักรพรรดิ์มหาสุทัศนะก็สิ้นพระชนม์ไปแล้ว  เมืองกุสาวดีก็เปลี่ยนมาเป็นกุสินาราแล้ว  ประชาชนชาวกุสาวดีก็ตายกันไปหมดแล้ว  นี่แลไม่มีอะไรเที่ยง  ไม่มีอะไรยั่งยืน  ตถาคตเองก็จะปรินิพพานในไม่ช้านี้”
                แล้วพระศาสดา ก็รับสั่งให้พระอานนท์ไปแจ้งข่าวปรินิพพานแก่มัลลกษัตริย์ว่า  พระตถาคตเจ้า  จักปรินิพพานในยามสุดท้ายแห่งราตรี  
เมื่อมัลลกษัตริย์ผู้ครองนครกุสินาราสดับข่าวนี้  ต่างก็ทรงกำสรดโศกาดูรทุกข์โทมมนัสทับทวี  สยายพระเกศา  ยกพระพาหาทั้งสองขึ้นแล้วคร่ำครวญล้มกลิ้งเกลือกประหนึ่งบุคคลที่เท้าขาด  ร่ำไรรำพันถึงพระโลกนาถว่า
                “พระโลกนาถด่วนปรินิพพานนัก ดวงตาของโลกดับลงแล้ว  ประดุจสุริยาซึ่งให้แสงสว่างดับวูบลง”
                ด้วยอาการโศกาดูรดั่งนี้  มัลลกษัตริย์ตามพระอานนท์ไปเฝ้าพระศาสดา  ณ  สาละวโนทยาน พระอานนท์  จัดให้เข้าเฝ้าเป็นตระกูล ๆ ไป  แล้วกลับสู่สัณฐาคาร  คืนนั้นมัลลกษัตริย์ประชุมกันอยู่จนสว่าง มิได้บรรทมเลย
                ท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าวนี้  นักบวชปริพาชกหนุ่มคนหนึ่ง ขออนุญาตผ่านฝูงชนขอเข้าเฝ้าพระศาสดา  พระอานนท์ได้สดับสำเนียงนั้นจึงออกมารับและขอร้องวิงวอนว่า  อย่ารบกวนพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย
                “ข้าแต่ท่านอานนท์ ! ” ปริพาชกผู้นั้นกล่าว
                “ข้าพเจ้าขออนุญาตเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทูลถามข้อข้องใจบางประการ  ขอท่านได้โปรดอนุญาตเถิด  ข้าพเจ้าสุภัททปริพาชก”
                “อย่าเลยสุภัททะ  ท่านอย่ารบกวนพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย  พระองค์ทรงลำบากพระวรกายมากอยู่แล้ว  พระองค์ประชวรหนักจะปรินิพพานในยามสุดท้ายแห่งราตรีนี้แน่นอน”
                “ท่านอานนท์ ! ” สุภัททะวิงวอนต่อไป
                “โอกาสของข้าพเจ้าเหลือเพียงเล็กน้อย  ขอท่านอาศัยความเอ็นดู  โปรดอนุญาตให้ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระศาสดาเถิด”
                พระอานนท์คงทัดทานอย่างเดิม  แล้วสุภัททะก็อ้อนวอนครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ยอมย่อท้อ  จนกระทั่งได้ยินถึงพระศาสดา  พระมหากรุณาอันไม่มีที่สิ้นสุด  รับสั่งกับพระอานนท์ว่า
                “อานนท์ !  ให้สุภัททะเข้ามาหาตถาคตเถิด”
                เพียงเท่านี้สุภัททปริพาชกก็ได้เข้าเฝ้าสมประสงค์  เขากราบลงใกล้แท่นบรรทมแล้วทูลว่า
                “ข้าแต่พระจอมมุนี !  ข้าพระองค์นามว่าสุภัททะ ถือเพศเป็นปริพาชกมาไม่นาน  ได้ยินกิตติศักดิ์เล่าลือ เกียรติคุณแห่งพระองค์  แต่ก็หาได้เคยเข้าเฝ้าไม่  บัดนี้พระองค์จะดับขันธปรินิพพานแล้ว  ข้าพระองค์ขอประทานโอกาสซึ่งมีอยู่น้อยนี้  ทูลถามข้อข้องใจบางประการ เพื่อจะได้ไม่เสียใจภายหลัง”
                “ถามเถิดสุภัททะ”  พระศาสดาตรัส
                “พระองค์ผู้เจริญ  คณาจารย์ทั้งหกคือ  ปูรณกัสสปะ (ปู-ระ-นะ-กัด-สะ-ปะ)  มักขลิโคศาล (มัก-ขะ-ลิ-โค-สาน)  อชิตเกสกัมพล (อะ-ชิ-ตะ-เกด-กำ-พน)  ปกุทธะกัจจะยนะ (ปะ-กุด-ทะ-กัด-จะ-ยะ-นะ)  สัญชัยเวลัฏฐบุตร (สัน-ชัย-เว-ลัด-ทะ-บุด)  และนิครนถนาฏบุตร (นิ-ครน-นา-ทะ-บุด) เป็นศาสดาเจ้าลัทธิที่มีคนนับถือมาก  เคารพบูชามาก  ศาสดาเหล่านี้ ยังจะเป็นพระอรหันต์หมดกิเลสหรือประการใด”
                “เรื่องนี้หรือสุภัททะที่เธอดิ้นรนขวนขวายมาหาเรา ด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวด”  พระศาสดาตรัสทั้งยังหลับพระเนตรอยู่
                “เรื่องนี้เองพระเจ้าข้า”  สุภัททะทูล
                พระอานนท์รู้สึกกระวนกระวายทันที  เพราะเรื่องที่สุภัททะมารบกวนพระศาสดานั้น เป็นเรื่องที่ไร้สาระเหลือเกิน  ขณะที่พระอานนท์จะเชิญสุภัททะออกจากที่เฝ้านั้นเอง  พระศาสดาก็ตรัสขึ้นว่า
                “อย่าสนใจกับเรื่องนั้นเลย  สุภัททะ  เวลาของเราและของเธอเหลือน้อยเต็มทีแล้ว  จงถามสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เธอเองเถิด”
                “ข้าแต่ท่านสมณะ !  ถ้าอย่างนั้นข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหาสามข้อคือ  
รอยเท้าในอากาศมีอยู่หรือไม่?  
สมณะภายนอกศาสนาของพระองค์มีอยู่หรือไม่?  
สังขารที่เที่ยงมีอยู่หรือไม่? ”
                “สุภัททะ !  รอยเท้าในอากาศนั้นไม่มี  
ศาสนาใดไม่มีมรรคมีองค์แปด  สมณะผู้สงบถึงที่สุดก็ไม่มีในศาสนานั้น  
สังขารที่เที่ยงนั้นไม่มีเลย  สุภัททะ  ปัญหาของเธอมีเท่านี้หรือ? ”
                “มีเท่านี้พระเจ้าข้า”  สุภัททะทูลแล้วนิ่งอยู่
                พระพุทธองค์ผู้ทรงอนาวรณญาณ  ทรงทราบอุปนิสัยของสุภัททะแล้ว จึงตรัสต่อไปว่า
                “สุภัททะ !  ถ้าอย่างนั้นจงตั้งใจฟังเถิด  เราจะแสดงธรรมให้ฟังแต่โดยย่อ”  
“ดูกรสุภัททะ ! อริยมรรคประกอบด้วยองค์แปดเป็นทางอันประเสริฐ  สามารถให้บุคคลผู้เดินไปตามทางนี้ถึงซึ่งความสุขสงบเย็นเต็มที่   เป็นทางเดินไปสู่อมตะ”  
                “ดูกรสุภัททะ !  ถ้าภิกษุหรือใครก็ตามจะพึงอยู่โดยชอบ  ปฏิบัติดำเนินตามมรรคอันประเสริฐประกอบด้วยองค์แปดนี้อยู่  โลกก็จะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์”
                สุภัททะฟังพระพุทธดำรัสนี้แล้วเลื่อมใส  ทูลขอบรรพชาอุปสมบท  
พระพุทธองค์ตรัสว่า 
“ผู้ที่เคยเป็นนักบวชในศาสนาอื่นมาก่อน  ถ้าประสงค์จะบวชในศาสนาของพระองค์จะต้องอยู่ติตถิยปริวาส (ติด-ถิ-ยะ-ปะ-ริ-วาด) คือบำเพ็ญตนทำความดีจนภิกษุทั้งหลายไว้ใจเป็นเวลาสี่เดือนก่อน  แล้วจึงจะบรรพชาอุปสมบทได้”  
สุภัททะทูลว่า 
“เขาพอใจอยู่บำรุงปฏิบัติภิกษุทั้งหลายสักสี่ปี”  
พระศาสดาทรงเห็นความตั้งใจจริงของสุภัททะ  ดังนั้นจึงรับสั่งให้พระอานนท์ นำสุภัททะไปบรรพชาอุปสมบท  พระอานนท์รับพุทธบัญชาแล้ว นำสุภัททะไป ณ  ที่ส่วนหนึ่ง  ปลงผมและบวชแล้ว บอกกรรมฐานให้  ให้ตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์และศีล  สำเร็จเป็นสามเณร บรรพชาแล้ว นำมาเฝ้าพระศาสดาพระผู้ทรงมหากรุณา ให้อุปสมบทแก่สุภัททะเป็นภิกษุโดยสมบูรณ์แล้ว ตรัสบอกกัมมัฏฐานอีกครั้งหนึ่ง
                สุภัททะภิกษุใหม่  ตั้งใจแน่วแน่ว่า จะพยายามให้บรรลุพระอรหัตตผลในคืนนี้ ก่อนที่พระศาสดาจะนิพพาน  จึงออกไปเดินจงกรมอยู่ที่สงัดแห่งหนึ่ง  ในบริเวณอุทยานสาลวโนทยาน  
บัดนี้ร่างกายของ สุภัททะภิกษุห่อหุ้มด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ เมื่อต้องแสงจันทร์ในราตรีนั้นดูผิวพรรณของท่านเปล่งปลั่งงามอำไพ  มัชฌิมยามแห่งราตรีจวนจะสิ้นอยู่แล้ว  ดวงรัชนีกลมโตเคลื่อนย้ายไปอยู่ทางท้องฟ้าด้านตะวันตก  สุภัททะภิกษุตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า  จะบำเพ็ญเพียรคืนนี้ตลอดราตรี เพื่อบูชาพระศาสดา ผู้จะนิพพานในปลายปัจฉิมยาม  ดังนั้น แม้จะเหน็ดเหนื่อยอย่างไรก็ไม่ย่อท้อ  แสงจันทร์นวลผ่องสุกสกาวเมื่อครู่นี้  ดูจะอับรัศมีลง  
สุภัททะภิกษุแหงนหน้าขึ้นดูท้องฟ้า  เมฆก้อนใหญ่กำลังเคลื่อนเข้าบดบังแสงจันทร์จนมิดดวงไปแล้ว  แต่ไม่นานนักเมฆก้อนนั้นก็เคลื่อนคล้อยไป  แสงโสมสาดส่องลงมาสว่างนวลดังเดิม ทันใดนั้นแสงสว่างแห่งปัญญาก็พลุ่งโพลงขึ้นในดวงใจของสุภัททะภิกษุ  เพราะนำดวงใจเปรียบเทียบกับดวงจันทร์
                “จิตนี้เป็นธรรมชาติที่ผ่องใส มีรัศมีเหมือนดวงจันทร์  แต่อาศัยกิเลสที่จรมาเป็นครั้งคราว  จิตนี้จึงเศร้าหมองเหมือนก้อนเมฆบดบังดวงจันทร์ให้อับแสง”
                และแล้ววิปัสสนาปัญญาก็โพลงขึ้น  ชำแรกกิเลสแทงทะลุบาปธรรมทั้งมวลที่ห่อหุ้มดวงจิตร  แหวกอวิชชาและโมหะอันเป็นประดุจตาข่ายด้วยศาสตรา  คือวิปัสสนาญาณ 26 ชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากกิเลสอาสวะทั้งมวล  บรรลุอรหัตตผล  พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา 27
แล้วลงจากที่จงกรมมาถวายบังคมพระมงคลบาทแห่งพระศาสดา แล้วนิ่งอยู่
                ภายใต้แสงจันทร์สีนวลยองใยนั้น  พระผู้มีพระภาคบรรทมเหยียดพระวรกายในท่าสีหไสยา  แวดล้อมด้วยพุทธบริษัทมากหลาย แผ่เป็นปริมณฑลกว้างออกไปสุดสายตา ประดุจดวงจันทร์ที่ถูกแวดล้อมด้วยกลุ่มเมฆก็ปานกัน
                พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า
                “อานนท์ !  เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว  เธอทั้งหลายอาจจะคิดว่า บัดนี้พวกเธอไม่มีศาสดาแล้วจะพึงว้าเหว่ไร้ที่พึ่ง”
                “อานนท์เอย !  พึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า  ธรรมวินัยอันใดที่เราได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว   ขอให้ธรรมวินัยอันนั้น จงเป็นศาสดาของพวกเธอแทนเราต่อไป  เธอทั้งหลายจงมีธรรมวินัยเป็นที่พึ่งเถิด   อย่าได้มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย”
                เมื่อพระอานนท์มิได้ทูลถามอะไร  พระธรรมราชาจึงตรัสต่อไปว่า
                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  ผู้มาประชุมกันอยู่  ณ  ที่นี้  ผู้ใดมีความสงสัยเรื่องพระพุทธเจ้า  พระธรรม พระสงฆ์  ในมรรคหรือปฏิปทาใด ๆ  ก็จงถามเสียบัดนี้  เธอทั้งหลายจะได้ไม่เสียใจภายหลังว่า  มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระศาสดาแล้ว  มิได้ถามข้อสงสัยแห่งตน”
                ภิกษุทุกรูปเงียบกริบ  บริเวณปรินิพพานมณฑลสงบเงียบไม่มีเสียงใด ๆ เลย  แม้จะมีพุทธบริษัทประชุมกันอยู่เป็นจำนวนมากก็ตาม  ทุกคนปรารถนาจะฟังแต่พระพุทธดำรัส เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจเป็นครั้งสุดท้าย
                บัดนี้  พละกำลังของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหลืออยู่น้อยเต็มทีแล้ว  ประดุจน้ำที่เทราดลงไปในดินที่แตกระแหง  ย่อมพลันเหือดแห้งหายไป  มิได้ปรากฏแก่สายตา  ถึงกระนั้น พระบรมโลกนาถก็ยังประทานปัจฉิมโอวาท  เป็นพระพุทธดำรัสสุดท้ายว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย !  บัดนี้เป็นวาระสุดท้ายแห่งเราแล้ว
เราขอเตือนเธอทั้งหลายให้จำมั่นไว้ว่า สิ่งทั้งปวงมีความเสื่อมและสิ้นไปเป็นธรรมดา
เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด
                ย่างเข้าสู่ปัจฉิมสยาม  พระจันทร์โคจรไปทางขอบฟ้าทิศตะวันตก  แสงโสมสาดส่องผ่านทิวไม้ลงมา  ท้องฟ้าเกลี้ยงเกลาปราศจากเมฆหมอก  รัชนีแจ่มจรัสดูเหมือนจะจงใจส่องแสงเปล่งปลั่งเป็นพิเศษครั้งสุดท้าย  แล้วสลัวลงเล็กน้อย  เหมือนจงใจอาลัยในพระศาสดา ผู้เป็นครูของเทวดาและมนุษย์
                พระผู้มีพระภาคมีพระกายสงบ  หลับพระเนตรสนิท พระอนุรุทธะเถระ ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่อยู่ในเวลานั้น  และได้รับการยกย่องจากพระผู้มีพระภาคว่า เป็นเลิศทางทิพยจักษุได้เข้าฌานตาม  ทราบว่า  พระพุทธองค์เข้าสู่ปฐมฌาน 28  ทุติยฌาน 29  ตติยฌาน 30 และจตุตถฌาน 31 (จะ-ตุ-ตะ-ถะ-ชาน)  ออกจากจตุตถฌานแล้ว  เข้าสู่อรูปสมาบัติ 32 คืออากาสานัญจายตนะ 33  วิญญาณัญจายตนะ 34  อากิญจัญญายตนะ 35  เนวสัญญานาสัญญายตนะ 36  และสัญญาเวทยิตนิโรธ 37  ตามลำดับ
                แล้วถอยออกมาจากสัญญาเวทยิตนิโรธ  จนถึงปฐมฌาน แล้วเข้าสู่ปฐมฌาน  จนถึงจตุตถฌานอีก เมื่อออกจากจตุตถฌานยังไม่ทันเข้าสู่อากาสานัญจายตนะ  พระองค์ก็ปรินิพพานในระหว่างนี้เอง
                ในที่สุดแม้พระองค์ก็ต้องประสบอวสานเหมือนคนทั้งหลาย  พระธรรมที่พระองค์เคยพร่ำสอนมาตลอดพระชนม์ชีพว่า  สัตว์ทั้งหลายมีความตายเป็นที่สุดนั้น  เป็นสัจธรรมที่ไม่ยกเว้น  แม้แต่พระองค์เอง
                นึกย้อนหลังไปเมื่อสี่สิบห้าปีก่อนปรินิพพาน  พระองค์เป็นผู้โดดเดี่ยว  เมื่อปัญจวัคคีย์ทอดทิ้งไปแล้ว พระองค์ก็ไม่มีใครอีกเลย  ภายใต้โพธิบัลลังก์ครั้งกระนั้น  แสงสว่างแห่งการตรัสรู้ได้โชติช่วงขึ้น พร้อมด้วยแสงสว่างแห่งรุ่งอรุณ  พระองค์มีเพียงหยาดน้ำค้างบนใบโพธิพฤกษ์เป็นเพื่อน  ต้องเสด็จจากโพธิมณฑลไปพาราณสีด้วยพระบาทเปล่าถึงสิบวัน  เพียงเพื่อหาเพื่อนผู้รับคำแนะนำของพระองค์สักห้าคน  แต่มาบัดนี้ พระองค์มีภิกษุสงฆ์สาวกเป็นจำนวนแสน  จำนวนล้าน  มีหมู่ชนเป็นจำนวนมาก เดินทางมาจากทิศานุทิศ เพียง เพื่อได้เข้าเฝ้าพระองค์  บุคคลทั้งหลายรู้สึกว่า การได้เห็นพระพุทธเจ้านั้น เป็นความสุขอย่างยิ่ง
                เมื่อสี่สิบห้าปีมาแล้ว  พระองค์ทรงมีเพียงหญ้าคามัดหนึ่ง  ที่นายโสตถิยะ (โสด-ถิ-ยะ) นำมาถวาย  และทรงทำเป็นที่รองประทับ มาบัดนี้  มีเสนาสนะมากหลายที่สวยงาม ซึ่งมีผู้ศรัทธาสร้างอุทิศถวายพระองค์ เช่น  เชตวัน  เวฬุวัน  ชีวกัมพวัน  มหาวัน ปุพพาราม  นิโครธาราม  โฆสิตาราม  
                เศรษฐี  คหบดี  ต่างแย่งชิงกันจอง เพื่อให้พระองค์รับภัตตาหารของเขา แน่นอนทีเดียวหากพระองค์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ  คงจะไม่ได้รับความนิยม  เลื่อมใสถึงขนาดนี้ และไม่ยืนนานถึงปานนี้
 เมื่อสี่สิบห้าปีมาแล้ว  ภายใต้โพธิพฤกษ์อันร่มเย็นริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา  พระองค์ได้บรรลุแล้วซึ่งกิเลสนิพพาน  กำจัดกิเลสและความมืดให้หมดไป  และบัดนี้ภายใต้ต้นสาละทั้งคู่  และความเย็นเยือกแห่งปัจฉิมยาม  พระองค์ก็ดับแล้วด้วยขันธ์นิพพาน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ผู้มีพระรูปอันวิจิตรด้วยมหาปุริสลักษณะ 38สามสิบสองประการ  ประดับด้วยอนุพยัญชนะ 39 แปดสิบ  มีพระธรรมกาย อันสำเร็จแล้วด้วยนานาคุณรัตนะ  มีศีลขันธ์อันบริสุทธิ์ ด้วยอาการทั้งปวง  ถึงฝั่งแห่งความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยยศ  ด้วยบุญ  ด้วยฤทธิ์  ด้วยกำลังและด้วยปัญญา  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ยังต้องดับแล้วด้วยการตกลงแห่งฝน คือมรณะ  เหมือนกองอัคคีใหญ่ต้องดับมอดลง  เพราะฝนห่าใหญ่ตกลงมาฉะนั้น
พระองค์เคยตรัสไว้ว่า
“ไม่ว่าพาลหรือบัณฑิต  ไม่ว่ากษัตริย์  พราหมณ์  ไวศยะ  
ศูทร  หรือจัณฑาลในที่สุดก็ต้องบ่ายหน้าไปสู่ความตาย
เหมือนภาชนะไม่ว่าเล็กหรือใหญ่  ในที่สุดก็ต้องแตกสลายเหมือนกันหมด”
                นั้นช่างเป็นความจริงเสียนี่กระไร !
                อันว่าความตายนี้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่นัก  ไม่มีใครสามารถต้านทานต่อสู้ด้วยวิธีใด ๆ ได้เลย  ก้าวเข้าไปสู่ปราสาทแห่งกษัตริยาธิราช และแม้ในวงชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างสง่าผ่าเผยปราศจากความสะทกสะท้านใด ๆ  เช่นเดียวกับการก้าวเข้าไปสู่กระท่อมน้อยของขอทาน  พระยามัจจุราชนี้เป็นตุลาการที่เที่ยงธรรมยิ่งนัก  ไม่เคยลำเอียงหรือกินสินบนของใครเลย  ย่อมพิจาณาคดีตามบทพระอัยการ และอ่านคำพิพากษาด้วยถ้อยคำอันหนักแน่นเด็ดเดี่ยว  ไม่ฟังเสียงคัดค้านและขอร้องของใคร  ท่ามกลางเสียงคร่ำครวญอันระคนด้วยกลิ่นธูป ควันเทียนนั้น  ท่านได้ยื่นพระหัตถ์ออกกระชาก ให้ความหวังของทุกคนหลุดลอย  และแล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามพระบัญชาของท่าน เมื่อมาถึงจุดนี้  ความยิ่งใหญ่ของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย  ก็จะกลายเป็นเพียงนิยายที่ไว้เล่าสู่กันฟังเท่านั้น  มงกุฎประดับเพชรก็มีค่าเท่ากับหมวกฟาง  พระคทาอันมีลวดลายวิจิตร ก็เหมือนท่อนไม้ที่ไร้ค่า  เมื่อความตายมาถึงเข้า  พระราชาก็ต้องถอดมงกุฎเพชรลงวาง  ทิ้งพระคทาไว้  แล้วเดินเคียงคู่ไปกับชาวนา หรือขอทาน  ผู้ได้ทิ้งจอบ  เสียม  หมวกฟาง  และคันไถ  หรือภาชนะขอทานไว้ให้ทายาทของตน
                พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานไปแล้ว  พระกายของพระองค์เหมือนของคนทั้งหลาย  ซึ่งจะต้องแตกสลายไปในที่สุด  แต่ความดี และเกียรติคุณของพระองค์ ยังคงดำรงอยู่ในโลกต่อไปอีกนานเท่าใด  ไม่อาจจะกำหนดได้  ความดีนี่เองที่เป็นสาระอันแท้จริงของชีวิต  
                “โอ !  พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์ผู้ทรงพระมหากรุณากว้างใหญ่ดุจห้วงมหรรณพ  มีน้ำพระทัยใสบริสุทธิ์ดุจน้ำค้างเมื่อรุ่งอรุณ  ทรงมีพระทัยหนักแน่นดุจมหิดล  รับได้ทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย  ทรงสละความสุขส่วนพระองค์  ขวนขวายเพื่อความสงบร่มเย็นของปวงชน  พระองค์เป็นผู้ประทานแสงสว่างแก่โลกภายใน คือดวงจิต ประดุจพระอาทิตย์ให้แสงสว่างแก่โลกภายนอก คือท้องฟ้า ปฐพี  บัดนี้พระองค์ปรินิพพานเสียแล้ว มองไม่เห็นแม้แต่เพียงพระสรีระซึ่งเคยรับใช้พระองค์โปรยปรายธรรมรัตน์ ประหนึ่งม้าแก้วแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นพาหนะนำเจ้าของ  ตรวจความสงบสุขแห่งประชากร”
                “โอ !  พระมหามุนีผู้เป็นจอมชน  บัดนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นประดุจนกในเวหา  ไร้โพธิ์หรือไทรที่จะจับเกาะ  ประดุจเด็กน้อยผู้ขาดมารดา  เหมือนเรือที่ลอยคว้างอยู่ในมหาสมุทรอ้างว้างว้าเหว่สุดประมาณ  จะหาใครเล่าผู้เสมอเสมือนพระองค์”
                แม้พระอานนท์พุทธอนุชาเอง  ก็ไม่สามารถจะอดกลั้นน้ำตาไว้ได้  เป็นเวลายี่สิบห้าปี จำเดิมแต่รับหน้าที่พุทธอุปัฏฐากมา  เคยรับใช้ใกล้ชิดพระพุทธองค์เหมือนเงาตามองค์  บัดนี้ พระพุทธองค์เสด็จจากไปเสียแล้ว  ท่านรู้สึกว้าเหว่และเงียบเหงา  ไม่ได้เห็นพระองค์อีกต่อไป  เวลายี่สิบห้าปี  นานพอที่จะก่อความรู้สึกสะเทือนใจอย่างรุนแรงเมื่อมีการพลัดพราก  
แต่แล้วเรื่องทั้งหลายก็มาจบลงด้วยสัจธรรม ที่พระองค์ทรงพร่ำสอนอยู่เสมอว่า  
สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้น  สิ่งนั้น ก็ย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นเพราะมีเหตุ สิ่งนั้น ย่อมดับไปเพราะหมดเหตุ 
สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นในเบื้องต้น  ตั้งอยู่ในท่ามกลาง  และดับไปในที่สุด  
บัดนี้พระพุทธองค์ดับแล้ว  ดับอย่างหมดเชื้อ  ทิ้งวิบากขันธ์ และกิเลสานุสัยทั้งปวง  ประดุจกองไฟดับลงแล้ว เพราะหมดเชื้อฉะนั้น เอวัง
 

 
1 ปาวาลเจดีย์ : ชื่อเจดียสถานอยู่ที่เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าทรงทำนิมิตต์โอภาสครั้งสุดท้ายและทรงปลง
                         พระชนมายุสังขาร ณ เจดีย์นี้ก่อนปรินิพพาน 3 เดือน
2 พระโลกนาถ : ผู้เป็นที่พึงของโลกทางพระพุทธศาสนา หมายถึงพระพุทธเจ้า
3 พาหิรลัทธิ :      ลัทธิภายนอกพระพุทธศาสนา
4 อนาวรณญาณ : ปรีชาหยั่งรู้ที่ไม่มีอะไร ๆ มากั้นได้ หมายความว่า รู้ตลอด,  รู้ทะลุปรุโปร่งเป็นพระปรีชา
                              ญาณเฉพาะของพระพุทธเจ้า ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก
5 อัสสุชล :           น้ำตา
6 พระเชษฐภาดา : พี่ชาย
7 บาทมูล : ที่ใกล้เท้า, แทบฝ่าเท้า
8 นิมิตต์โอภาส : ตรัสข้อความเป็นเชิงเปิดโอกาสให้อาราธนาเพื่อดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป
9 วิมุตติ : ความหลุดพ้นจากกิเลสมี 5 อย่าง
10 วิมุตติญาณทัสสนะ : ความรู้เห็นในวิมุตติ,  ความรู้เห็นว่าจิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย
11 จตุบท : สัตว์สี่เท้า
12 ทวิบาท : สัตว์สองเท้า
13 ปลาสนาการ : หนีไป
14 สัทธรรม : ธรรมที่ดี,  ธรรมที่แท้,  ธรรมของสัตบุรุษ
15 ธรรมารมณ์ : อารมณ์ที่ใจรู้,  อารมณ์ที่เกิดทางใจ
16 โมกขธรรม : ธรรมนำสัตว์ให้หลุดพ้นจากกิเลส,  ความหลุดพ้น,  นิพพาน
17 กลี : สิ่งร้าย,  โทษ;  เรียกโรคห่าที่เป็นแก่สัตว์เลี้ยง  เช่นเป็ด  ไก่  วัว
18 สังฆเถระ : ภิกษุผู้มีพรรามากกว่าภิกษุอื่นในที่ประชุมนั้น
19 ขาทนียะ : ของควรเคี้ยว,  ของขบของเคี้ยว ได้แก่ผลไม้ต่าง ๆ และเหง้าต่าง ๆ เช่น เผือกมัน เป็นต้น
20 บังคน : อุจจาระหรือปัสสาวะ
21  ปัจฉาสมณะ : พระตามหลัง,  พระผู้ติดตาม
22 อามิส : เครื่องล่อใจ,  เหยื่อ,  สิ่งของ
23 สังเวชนียสถาน : สถานเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช,  ที่ที่ให้เกิดความสังเวชมี 4 คือ  ที่ประสูติ,  ที่ตรัสรู้,
                                  ที่แสดงปฐมเทสนา  และที่ปรินิพพาน
24 จิตกาธาน : เชิงตะกอนเผาศพ
25 อิสราธิบดี : ผู้เป็นเจ้าใหญ่เหนือกว่าผู้เป็นใหญ่โดยทั่วไป, ราชา,  พระเจ้าแผ่นดิน
26 วิปัสสนาญาณ : ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนาหรือญาณที่จัดเป็นวิปัสสนามี 9 อย่าง
                                1.อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ-ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป
                                2.ภังคานุปัสสนาญาณ-ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา
                                3. ภยตูปัฏฐานญาณ-ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว
                                4. อาทีนวานุปัสสญาณ-ญาณคำนึงเห็นโทษ
                                5. นิพพิทานุปัสสนาญาณ-ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย
                                6. มุจจิตุกัมยตาญาณ-ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นเสีย
                                7. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ-ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อหาทาง
                                8. สังขารุเปกขาญาณ-ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร
                                9. สัจจานุโลมิกญาณ-ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งงรู้อริยสัจจ์
27 ปฏิสัมภิทา : ความแตกฉาน, ความรู้แตกฉาน, ปัญญาแตกฉานมี 4 คือ
                          1.อัตถปฏิสัมภิทา-ปัญญาแตกฉานในอรรถ 
                          2.ธัมมปฏิสัมภิทา-ปัญญาแตกฉานในธรรม
                          3.นิรุตติปฏิสัมภิทา-ปัญญาแตกฉานในทางภาษา
                          4.ปฏิภาณปฏิสัมภิทา-ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ
28 ปฐมฌาน : ฌานที่ 1 มีองค์ 5 คือ วิตก (ความตึก) วิจาร (ตรอง) ปีติ (ความอิ่มใจ) สุข (ความสบายใจ) 
                        เอกัคคตา (ความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง)
29 ทุติยฌาน : ฌานที่ 2 มีองค์ 3 ละวิตก วิจารได้ คงมีแต่  ปีติ  สุข  อันเกิดแต่สมาธิกับเอกัคคตา
30 ตติยฌาน : ฌานที่ 3 มีองค์ 2 ละ ปีติเสียได้ คงอยู่แต่สุขกับเอกัคคตา
31 จตุตถฌาน : ฌานที่ 4 มีองค์ 2 ละสุขเสียได้ มีแต่อุเบกขากับเอกัคคตา
32 อรูปสมาบัติ : ฌานมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ มี 4
33 อากาสานัญจายตนะ : ฌานกำหนดอากาศคือช่องว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์
34 วิญญาณัญจายตนะ : ฌานอันกำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์
35 อากิญจัญญายตนะ : ฌานกำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์
36  เนวสัญญานาสัญญายตนะ : ภาวะที่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
37 สัญญาเวทยิตนิโรธ : การดับสัญญาและเวทนา เป็นสมาบัติ เรียกเต็มว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ 
                                        เรียกสั้น ๆว่า นิโรธสมาบัติ
38 มหาปุริสลักษณะ : ลักษณะของมหาบุรุษมี 32 ประการ (มหาบุรุษลักษณะ)
39 อนุพยัญชนะ : ลักษณะน้อย ๆ,  พระลักษณะข้อปลีกย่อยของพระมหาบุรุษนอกเหนือจากมหาบุรุษลักษณะ
                                   สามสิบสอง

 




พุทธะ - ธรรมบรรยาย

ทาน ศีล ภาวนา
ธรรมทาน และ อภัยทาน
"พระโสดาบัน" โดย พระราชพรหมญาณ
"อย่าทนงตน" โดย หลวงพ่อราชพรหมญาณ
หลวงปู่ชาตอบปัญหา แก่พระสุญโญภิกขุ
คำสอนหลวงพ่อจง พุทธัสสโร วัดหน้าต่างนอก
"พัฒนาแต่ทรัพยากรคน ลืมพัฒนาประชาชนที่ครองเมือง" ตอนที่ ๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
"รักษาศีล" ทำอย่างไร?
กระจกส่องกรรม
นินทานั้นไม่มีโทษ...แก่ผู้ถูกนินทาเลย โดย สมเด็จพระสังฆราช ฯ
“วิกฤตบ้านเมืองวันนี้ โอกาสที่มีควรเป็นของใคร” ตอนที่ ๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
"ก้อนหิน" กับ "เลขหวย" : ธรรมะสวัสดีของหลวงตาเย็น โดย คุณ Jarusuke
"บุญหน้าตาเป็นอย่างไร" : ธรรมะสวัสดีของหลวงตาเย็น โดย คุณ Jarusuke
ธรรมะบรรยาย : หลวงปู่ทองดี อนีโฆ วัดใหม่ปลายห้วย - จิตสู่ภวังค์ (๑) โดย คุณ Mirin
ชนะใครไม่เท่าชนะใจตนเอง โดยพระมิตซูโอะ คเวสโก 2 ก.พ.52
บางส่วนจากหนังสือ“มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี
ลักษณะของ "คู่สร้างคู่สม" (puyka)
โดยมาก"อยากเป็นพระพุทธเจ้า"มากกว่าการช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ (copy)
เทวดาถามคำถาม : deva asked for dhamma (copy)
เข้าใจผิดเรื่องการบรรลุธรรม (TH-ENG) (copy)
การใช้ถ้อยคำของพระพุทธองค์ (copy)
"เจแต่กาย" แต่ "ใจไม่เจ"



dot
หัวข้อหลัก
dot
bulletพุทธะ-ธรรมบรรยาย
bulletรวมบทสวดมนต์ และพระคาถา
dot
สาระน่ารู้
dot
bulletเสียงอ่าน - นิทานธรรม
bulletเกร็ดประวัติศาสนสถาน
bulletประวัติครูบาอาจารย์


สอบถามข้อมูลต่าง ๆ ทาง Chatbox เลยครับ (-/|\-)


Copyright © 2011 All Rights Reserved.