ReadyPlanet.com
dot
dot dot
"พัฒนาแต่ทรัพยากรคน ลืมพัฒนาประชาชนที่ครองเมือง" ตอนที่ ๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)

บทคัดลอกจากซีดีธรรมะบรรยายชุด   “วิกฤตบ้านเมืองวันนี้ โอกาสที่มีควรเป็นของใคร

บรรยายโดย      พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
                         วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม
เรื่อง       ตอนที่ 02 พัฒนาแต่ทรัพยากรคน ลืมพัฒนาประชาชนที่ครองเมือง
              ตอบคำถามและพูดคุยกับพระนวกะ  เมื่อค่ำวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2551
ทอดเทปโดย         Mirin

 
 
พระนวกะ : ผมขอถามต่อนะครับว่า หลวงพ่อจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไง เรื่องการศึกษาจะเปลี่ยนแปลง จะผ่าตัดใหญ่ ด้วยวิธีใด
 
ท่านป.อ.ปยุตโต : ก็นี่เดี๋ยวนี้ก็พอเริ่มกัน  พอจะมีผู้สำนึกเพิ่มขึ้นนะ  อย่างการศึกษาในขั้นต้นเข้ามหา -
วิทยาลัยก็มีการจัดแบ่งหมวดแบ่งหมู่วิชา  ว่าจะจัดอย่างงั้นมีการศึกษา  แต่ก่อนเรียกการศึกษาพื้นฐานบ้าง  การศึกษาทั่วไปบ้าง  หรือศิลปะศาสตร์บ้าง  บางมหาวิทยาลัยก็เรียกว่าศิลปะศาสตร์  ก็เป็นวิชาพื้นฐานก่อนที่จะไปเรียนวิชาชีพ แล้วก็วิชาพื้นฐานนี่มีความหมายอย่างไร  ก็ไม่ชัด  แล้วจะจัดอย่างไงก็เป็นปัญหากันมาเป็นยี่สิบสามสิบปีนี้ นี่ก็คือความไม่ชัดเจนในเรื่องของการศึกษา  
 
...จะต้องสร้างคนดีก่อน ก็คือสร้างความเป็นบัณฑิตที่แท้จริง
แล้วก็สร้างวิชาชีพคือเครื่องมือของบัณฑิต...
 
                ตอนนี้ก็มาคิดกัน  ขอพูดถึงตัวเอง ก็ได้พวกการศึกษาทั่วไป  การศึกษาพื้นฐานนี่  เพื่อสร้างบัณฑิต แล้วการเรียนวิชาชีพอะไรนั่นเป็นการสร้างเครื่องมือให้บัณฑิต  ถ้าคุณพัฒนาคนให้เป็นบัณฑิตไม่ได้มันอาจจะเป็นโจรอยู่  แล้วคุณไปให้เครื่องมือที่ดีที่คมกริบ  เช่นดาบ ก็กลายเป็นว่าคุณให้เครื่องมือที่ดีเช่นดาบให้แก่โจร  ฉะนั้นคุณจะต้องสร้างคนดีก่อน  ก็คือสร้างความเป็นบัณฑิตที่แท้จริง  งั้นเราก็มีการศึกษา  อย่างน้อยสองส่วน ในการศึกษาระดับปริญญาตรี  การศึกษาทั่วไปหรือการศึกษาพื้นฐาน  หรือวิชาศิลปศาสตร์อะไรเนี่ย เรียกว่าเป็นวิชาเพื่อสร้างบัณฑิต คือความเป็นคนดี  คนมีศีลมีธรรม  มีปัญญา รู้จักอะไรผิดอะไรถูก  รู้จักเหตุจักผล  รู้จักอะไรเป็นประโยชน์ที่แท้จริงของมนุษย์  รู้จักชีวิตโลกนี้ต้องการอะไร อะไรนี่นะ แล้วก็  สร้างวิชาชีพคือเครื่องมือของบัณฑิตนั้น  ถ้าบัณฑิตนั้นเป็นบัณฑิตจริง เป็นคนดีจริงก็จะไปใช้เครื่องมือนั้น เช่นวิชาแพทย์  วิชากฎหมายอะไรนี่ ในทางที่ดี เพื่อประโยชน์แก่ชีวิตและสังคม  แต่ถ้ามิฉะนั้นแล้ว เขาไม่เป็นบัณฑิต  เขาก็อาจจะยังเป็นคนไม่ดี ถ้าร้ายก็เป็นโจรและได้เครื่องมือที่ดีก็“จบกัน” ละ อย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 ตรัส ก็โกงได้คล่องขึ้น
 
                ทีนี้ตอนนี้ก็คือต้องแก้การศึกษากัน  นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา  ก็คือการศึกษาเพื่อสร้างบัณฑิตและก็สร้างเครื่องมือให้บัณฑิต  แล้วเราก็ต้องลงไปตั้งแต่การศึกษาในบ้าน  ตั้งแต่คลอด ตั้งแต่เกิด ว่าจะพัฒนาคนเป็นอย่างไร   ตั้งแต่ว่าเกิดมาจะใช้  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ อย่างไร  ถ้าแม้แต่เครื่องมือที่ติดมากับตัวก็ใช้ไม่เป็นเนี่ย  การศึกษามันจะเกิดอย่างไง  ก็เลยบอกว่าการศึกษาเริ่มต้น เมื่อคนกินอยู่ดูฟังเป็น  หนังสือเล่มหนึ่งก็ชื่อนี้
 
การศึกษาเริ่มต้นว่ า  เมื่อคนกิน อยู่ ดู ฟังเป็น
 
                กิน  “กิน”  คืออะไร  กินคืออะไรก็ยังไม่รู้เลย กินก็ไม่เป็น  กินก็ไม่พอดี กินแล้วก็เป็นโทษ
อยู่ ก็ไม่เป็น  ดูฟัง ก็ไม่เป็น  ดูฟังแล้วเกิดโทษลุ่มหลงมัวเมา  ดูฟังเป็นก็ได้สติปัญญา  มันก็ต้องฝึกกัน  นี่คือการศึกษาที่แท้จริง เริ่มตั้งแต่เกิดเลย เอ้า!  พอจะตอบคำถามนี่ได้หรือยัง
 
 
พระนวกะ : ถามต่อนิดหนึ่งนะครับมันเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาซึ่งรู้สึกจะเป็นประเด็นสำคัญ คือสมัยก่อนนี่จำได้ว่ามีวิชาศีลธรรม แต่เดี๋ยวนี้นี่เข้าใจว่าไม่มีแล้ว แล้วทีนี้มีอะไรละที่จะพัฒนารุ่นเยาวชนสำหรับอนาคตเพื่อประเทศชาติจะได้ดี มีศีลธรรม เพราะปัจจุบันนี้ดูแล้วมันจะไม่ค่อยมีนะ ครับ
 
ท่านป.อ.ปยุตโต : ที่จริงเราก็ไม่ได้ถืออะไร คุณจะใช้คำอะไรก็แล้วแต่ จะใช้คำศีลธรรม คำอะไรก็ให้มันได้สิ่งที่เป็นสาระ ตัวเนื้อแท้ก็คือคนนี่มีการกระทำทางกายดีงาม มีการกระทำทางวาจาดีงาม และก็มีจิตใจดีงาม พูดดี คิดดี ทำดี อะไรนี่นะ ส่วนจะเรียกวิชาอะไรก็แล้วแต่
 
จะใช้คำอะไรก็แล้วแต่ตัวเนื้อแท้ก็คือ
มีการกระทำทางกาย...วาจาดีงาม และก็มีจิตใจดีงาม พูดดี คิดดี ทำดี
 
                แต่ทีนี้ว่าเวลาเรียกนี่ความหมายมันเพี้ยนด้วย แต่เดิมอันนี้ก็เป็นเรื่องของพัฒนาการในสังคมไทยเอง ต้องเล่ากันยาวเลย คำว่า “ศีลธรรม” นี่คำเก่า และต่อมาคนไทยก็เกิดไปนิยมศัพท์ฝรั่งว่าเราจะต้องมี Ethics (เอททิค) ทีนี้ Ethics นี่ เอ้...จะแปลเป็นไทยยังไง ก็เกิดการบัญญัติศัพท์ในที่สุด ในสมัยสัก 40 ปีมานี้เอง              
 
                คำว่า “Ethics” ก็มาบัญญัติเป็นภาษาไทยว่า “จริยธรรม” คำว่า “จริยธรรม”  เกิดขึ้นประมาณช่วงในราว 40 กว่าปี ทีนี้พอเกิดคำว่า “จริยธรรม” คนไทยเรานี้มีอันหนึ่งก็คือ ความโน้มเอียงที่จะชอบศัพท์ที่มาจากฝรั่ง ก็เริ่มใช้คำว่า “จริยธรรม” มากขึ้น มากขึ้น แล้วเข้าสู่กระทรวงศึกษาธิการ นิยมคำว่า “จริยธรรม” มากขึ้น “ศีลธรรม”  ก็ค่อย ๆ ฝ่อ ค่อย ๆ เลือนรางลงไป ทีนี้ในสังคมเองก็ใช้กันมากขึ้นและต่อมาในกระทรวงศึกษาธิการเองก็มีคำว่า “จริยศึกษา”  ขึ้นมา แล้วก็เรียน “จริยธรรม”
 
                ทีนี้ในแง่ของราชการก็มีการจัดสัมมนาอบรมจริยธรรม จริยธรรมกันใหญ่ เฟื่องขึ้นมา คำว่า “จริยธรรม”  ก็เข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต่อมาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็มีคำว่า “ศีลธรรม” บ้าง มีคำว่า “จริยธรรม” บ้างปนเปกันไป ต่อมาคำว่า “จริยธรรม”  ก็เริ่มมากขึ้น มากขึ้น คำว่า “ศีลธรรม” ก็ค่อย ๆ หายไป  เดี๋ยวนี้แทบไม่มีแล้วในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคำว่า “ศีลธรรม” จนเริ่มสำนึกกันว่า เอ้!  ไม่ได้แล้ว บางคนก็ว่า ไม่ได้แล้ว คำว่า “ศีลธรรม” สำคัญ
 
                ต่อไปเรื่องยาวครับ ผมเทียบไว้ในเรื่องหนึ่งให้เห็นว่าในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินี่แผนหนึ่ง  แผนสอง  แผนสามเทียบกัน คำว่า “ศีลธรรม” กี่ครั้ง “จริยธรรม” กี่ครั้ง และต่อมาคนไทยก็มามองว่า เอ้! เราพัฒนากันแต่จริยธรรมก็ได้กันแต่ความประพฤติภายนอกอยู่ในสังคม แต่ว่าจริยธรรมความประพฤตินี่มันต้องมาจากฐานในจิตใจ โอ้...ไม่ได้แล้ว ทำไงต้องพัฒนาจิตใจด้วย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ขึ้นสู่ยุคมีแผนพัฒนาจิตใจด้วยและก็เลยต้องมีคำว่า “คุณธรรม”  ขึ้นมา บอกว่า เอ๊...พัฒนาจิตใจจะเอาอะไรละ เราก็ต้องเอาคุณธรรม ต่อมาก็เลยเกิดคำว่า “คุณธรรม”  ขึ้นมาคู่ “จริยธรรม” แต่ก่อนไม่มี  ก็จะพูดว่าการสัมมนาหรือการประชุมอบรมจริยธรรม ต่อมาก็มีการประชุมอบรมคุณธรรมและจริยธรรม ต่อมาก็ใช้คำว่า “คุณธรรม” และ “จริยธรรม” นี่คู่กัน แผนในยุคหลัง ๆ นี่คู่กันเลย จนต้องเวลาพูดจะต้องพูดกันไปเป็นคำว่า “คุณธรรมและจริยธรรม” “คุณธรรมและจริยธรรม” ฉันก็ไปดู ผมไปดูเทียบดู สังเกตดูความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้ามาอย่างงี้
 
                เอาละครับก็คือว่าเป็นเรื่องของกระแสของสังคมเราที่ไปตื่นตะวันตก ทีนี้พอไปพูดถึง “จริยธรรม” ก็เอาอีก “จริยธรรม” นี่มันต่างกับ “ศีลธรรม” อย่างไง ก็เริ่มมีผู้ให้ความหมายว่า อ๋อ...
 
“ศีลธรรม”  คือ หลักความประพฤติดีงามที่อิงกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง
“จริยธรรม”  ก็คือ หลักความประพฤติดีงามทั่วไปที่ไม่อิงกับศาสนาไหน
 
โอ้...ยังงี้มันต้องมีจริยธรรมสากล เอาละซิครับเกิดคำว่า “จริยธรรมสากล” ขึ้นมา แม้แต่ในกระทรวง
ศึกษาธิการก็หาทางที่จะให้มีการศึกษาจริยธรรมสากลที่ไม่ขึ้นกับศาสนาไหน ถึงกับมามีการคิดกันจะจัดวางหลักสูตรว่า เอ๊ะ...จริยธรรมสากลนี่ คือจริยธรรมหลักความประพฤติที่ไม่ขึ้นกับศาสนาไหน ประเทศไทยเรานี่มีพุทธศาสนา เราจะไม่อิงแล้วพุทธศาสนา...งั้นเราก็มาคิดกัน ถึงกับตอนหนึ่งคิดกันขนาดนี้นะ   มาประชุมกันว่าหาทางศัพท์ในทางความประพฤติ ที่เรียกว่า “คุณธรรม” “จริยธรรม” อะไรที่มาจากภาษาบาลีนี่ให้ตัดออกเลิก 
                เอ๊ คำว่า “เมตตา” นี่มันเป็นภาษาบาลี มาจากภาษาบาลีไม่ได้ หาศัพท์ที่เป็นจริยธรรมสากลก็ได้ “ความรัก” 
                ต่อมาก็คำว่า “สัจจะ” เฮ้ย! มาจาภาบาลีไม่ได้หรอก ก็มาคิดกัน อ๋อ “ความจริง” ก็เอาสัจจะออกเอาความจริงใส่
                “ปัญญา” คืออะไร เอ้า “ความรู้”  ก็ใส่ไป ก็คิดกันไปอย่างนี้
                ต่อมาก็คิดไป เอ้... “สติ” “สติ” เอาอะไรดีหนอ คิดกันแทบตายคิดหาศัพท์มาแทนสติไม่ได้ เอาละซิ คิดไป คิดไป ชักเป็นปัญหา ตกลงบางคำนี่ทิ้งไม่ได้ต้องเอาคำที่มาจากภาษาบาลี
 
                เรากลับมาประสบปัญหาที่คนโบราณเขาเจอกันมาแล้ว ใช่มั้ย คือเวลาธรรมะเข้ามาสู่ภาษาไทย พระมาสอนธรรมะเมืองไทย คนไทยก็ต้องคิดหาศัพท์ของตัวเอง พระก็หาศัพท์มาสื่อ ตอนแรกก็หาศัพท์ที่มาสื่อได้ ต่อมาก็รู้ว่ามันจะสื่ออย่างไงมันแทนไม่ได้ พอเรารู้ศัพท์เดิมเข้ามา  เราเข้าใจดี เราก็ใช้ศัพท์เดิมทับศัพท์ การทับศัพท์มันจึงมีขึ้นมาเพราะความจำเป็น ความต้องการในเรื่องของความชัดเจนในความหมายนี่เอง เหมือนกับฝรั่งที่ศัพท์ทางเมืองไทยทางพุทธศาสนาไป ตอนแรกก็ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษต่อมาก็แปลยังไง ๆ ก็หาศัพท์ที่มันตรงไม่ได้ ก็มีความโน้มเอียงที่จะทับศัพท์ สมาธิ นิรวาณะ[1] สติ สมาธิไม่ได้แปลแล้วเดี๋ยวนี้ก็ใช้ทับศัพท์ มันเป็นอย่างงี้แทนที่จะไปแปลเอาในแง่ว่าอะไรมันจะไปเป็นประโยชน์ที่แท้จริงกว่ากัน น่าจะคิดอย่างงั้น ใช่มั้ย เนี่ย! คนเรามันคิดไปได้ เขาก็อยากจะได้จริยธรรมสากลก็พยายามยกเลิกคำที่มาจากบาลี-สันสกฤต ไปไม่รอด 
 
พระพุทธศาสนาบอกว่า... ความเป็นจริงของธรรมชาติ...
เป็นตัวตัดสินความเป็นจริยธรรมสากล
 
                อันนี้ผมยกตัวอย่างให้ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีแนวคิดที่เป็นจริยธรรมสากลอยู่ คือจริยธรรมที่ไม่อิงกับศาสนาไหน แต่ว่าในแง่ศัพท์เขาคงยอมรับแล้วว่ามันไปไม่รอด ก็เอาในแง่หลักการแต่ถึงหลักการก็อีกแหละ ในทางพุทธศาสนาเราคุณจะมาเลือกจริยธรรมโดยไปดูว่าประเทศโน้นถือว่าความประพฤตินี้ดี ประเทศนี้ก็ยอมรับ ประเทศนี้ก็ยอมรับความประพฤติไหนทุกประเทศยอมรับ ก็ดีเหมือนกัน ก็ตกลงอันนั้นเป็นจริยธรรมสากล เพราะว่าไอ้หลักความดีความชั่วบางทีประเทศนี้ว่าดี ประเทศนั้นว่าไม่ดีอะไรนี่ เรียกว่าไม่สากล พระพุทธศาสนาบอกว่ามันตัดสินด้วยอย่างนั้นไม่ได้ มันตัดสินด้วยธรรมชาติ ความเป็นจริงของธรรมชาติมันเป็นตัวตัดสินความเป็นจริยธรรมสากล “มันสากลที่เป็นจริง” เป็นจริงตามธรรมดา ธรรมชาติ มันไม่ใช่สากลเพราะว่าคนทั้งหลายยอมรับ เพราะคนเหล่านั้นมีปัญญาก็มี ไม่มีปัญญาก็มี ใช่มั้ย
 
               
พระนวกะ : ขอทราบแนวทางการหาประโยชน์จากการที่คนทะเลาะกัน ถ้าได้เป็นขั้นตอนก็ดีครับ
 
ท่านป.อ.ปยุตโต : ไม่ใช่ แล้วทำไมจึงมาพูดเรื่องนี้...
 
พระนวกะ : ท่านบอกว่าแนวทางอันนี้ คือต้องแบบว่าปัญญาปราสาท
 
ท่านป.อ.ปยุตโต : อ๋อ ๆ ๆ นี่คือขั้นตอนอย่างหนึ่ง ก็คือ
 
                หนึ่ง    เราต้องตั้งท่าทีให้ถูกต้องว่าเราเป็นพวกประชาชน เราเป็นส่วนร่วมในประเทศชาตินี่ทั้งหมด ที่เขาเรียกรวมว่าประชาชนนี่เรายังมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่นะ อย่างน้อยเรามีจุดหมายร่วมกัน จุดหมายของเรานี่ยังไม่ได้เปลี่ยนเลย ว่า เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมและเราก็เหมือนกัน อันนี้เราก็ไม่ได้ต่างกันเลย เป็นแต่เพียงว่าวิธีการที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวมนี่มันอาจจะแตกต่าง ตอนนี้เราอย่าเพิ่ง เรายังมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในจุดหมายรวม
 
                สอง     ระบบประชาธิปไตยก็ประชาชนเป็นใหญ่เป็นผู้ปกครอง งั้นเราก็เป็นผู้ปกครอง เพราะฉะนั้นเราก็ยังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในฐานะผู้ปกครอง นี่ใกล้เรื่องเข้ามาแล้ว ก็คือเรื่องนี้ที่เกิดขึ้นเราเป็นผู้ปกครอง เราต้องเป็นใหญ่ เราเป็นผู้ตัดสินที่จะเอายังไง ไม่ใช่พวกนั้นไปตัดสิน
 
                แล้วเมื่อเราวางท่าทีถูกต้อง ท่าทีถูกต้องแล้วก็ใช้ปัญญา ต้องมองเข้าใจสถานการณ์ ก็จึงบอกให้ขึ้นปัญญาปราสาท มองสถานการณ์โดยมองลงมารวม ๆ ไม่ใช่ไปอยู่ในสนาม พอไปคลุกอยู่ในสนามละมันก็เข้าข้างโน้นข้างนี้ใช่มั้ย ในฝ่ายที่ตัวอยู่นี่มันจะเห็นเป็นว่าตัวถูกหมด ถูกมั้ย เราไม่ได้ไปเห็นไอ้ข้างโน้น เนี่ย พวกที่อยู่ในสนามมันก็อยู่ในจุดใดจุดหนึ่งแล้วไอ้จุดใดจุดหนึ่งก็อยู่ข้างใดข้างหนึ่ง  แล้วก็จะมองแต่ข้างตัว แล้วมันก็เลยไม่รู้ เพราะฉะนั้นท่านเลยให้ถอนตัวออกจากจุดที่ตัวอยู่ในสนาม สนามรบหรือสนามแข่งอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามันเป็นสนามกีฬาก็เป็นสนามแข่ง ถ้ามันเป็นสงครามก็เป็นสนามรบ อย่างงี้มองอะไรไม่ชัดเจนหรอก ต้องขึ้นจากสนามขึ้นไปอยู่บนภูเขาหรือไปอยู่บนปัญญาปราสาทแล้วมองลงมา เอาละนะประชาชนต้องขึ้นปัญญาปราสาทมอง มองลงมาแล้วคุณจะได้เห็นอะไรชัดเจนขึ้นมา อันหนึ่งแล้วท่าที สองก็เรื่องปัญญามองเข้าใจสถานการณ์ให้ถูกต้อง
 
                สาม     ก็มาถึงขั้นที่ว่าเรามั่นในจุดหมายว่าเราจะแก้ปัญหาของประเทศชาติ เราต้องการประโยชน์สุขของสังคมส่วนร่วมนี่แน่นอน แล้วที่เกิดสถานการณ์นี้ก็อ้างว่าทำเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนเพื่อประเทศชาติ เขาทำหรือไม่ แต่ยังไงก็จะทำไม่ทำเขาก็เป็นเครื่องมือของเรา ก็เราก็จะต้องหาทางเอาพวกนี้เป็นเครื่องมือ อย่าไปเป็นเครื่องมือของเขา จริงมั้ยจริง เอ้า เอาเขาเป็นเครื่องมือ แล้วคุณยอมเป็นเครื่องมือฉันมั้ยละ คุณต้องฟังนะ อย่ามาบงการฉันไม่ได้ เราก็มาตกลงฟังกัน 
 
                ตอนนี้เราไม่ต้องเป็นฝักเป็นฝ่ายไหนแล้วแม้แต่ในบ้านถ้าตั้งท่าทีถูก มันจะไม่ทะเลาะกันนะ เวลานี้ทราบว่ามันทะเลาะกันแม้แต่ในบ้านในครอบครัว สามีก็ไม่ฟังภรรยา ภรรยาก็ไม่ฟังสามี ลูกกับพ่อแม่ดีไม่ดีก็ยังทะเลาะกันอีก ได้ข่าวไปถึงขั้นที่ว่าอะไร เอ้! ว่าไงนะเขาเล่าให้ฟังทำนองว่าแท็กซี่ ว่าคนขึ้นแท็กซี่นี่พูดไปเข้าข้างฝ่ายหนึ่ง คนขับแท็กซี่ไล่ให้ลงเลยนะเป็นคนละพวก เอ้อ หรือว่า ได้ข่าวขนาดร้านอาหารคนเข้าร้านอาหารนี่เกิดไปพูดไม่ถูกหู ว่าคนละฝ่ายกับเจ้าของร้าน เจ้าของร้านไล่ออกจากร้านเลย เอ้...คนไทยเป็นถึงขนาดนี้เลยหรือ เจ้าของประเทศทำไมมาแตกกันเล่า ใช่มั้ย 
 
เจ้าของประเทศนี่จะต้องมาพูดกันเลยและเราจะต้องเป็นผู้พิสูจน์ หนึ่ง เราเป็นผู้เอาท่านเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือ และก็สอง เราก็ต้องพิสูจน์ท่านเหล่านั้น ตรวจสอบและเขาพิสูจน์ตัวเอง อย่ายอม ประชาชนเป็นใหญ่คุณก็ยอมรับด้วยซ้ำ ใช่มั้ย คุณบอกว่าประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้วจะไปยอมได้อย่างไง มันมีหลักการใหญ่ ๆ อีกคือว่าตอนนี้ต้องเอาหลักการใหญ่ ๆ นี้มาพูด พอเราเข้าถึงตัวการตั้งท่าทีอะไรต่ออะไรนั่น ก็เอาหลักการใหญ่มาพูด ว่าโดยหลักการใหญ่มันเป็นอย่างงี้  อย่างงี้ -วิธีปฏิบัตินะ และทุกคนจะสามารถใช้หลักการเหล่านี้มาพิจารณาและปฏิบัติต่อเรื่องราว ไม่ใช่ ไปอยู่เป็นฝักเป็นฝ่ายเลย ฝ่ายไหนก็ปฏิบัติได้ทั้งนั้น อ๊ะเดี๋ยว ท่านแทรกปัญหาซะก่อน ผมยังนึกอะไรไม่ค่อยออก คือมันมีหลักการใหญ่ ๆ ที่ควรจะรู้เอามาใช้ประโยชน์ได้
 
 
พระนวกะ : จะขอเรียนถามพระเดชพระคุณหลวงพ่อนะครับว่า หลักการตัดสินของประชาชนนี่ ถ้าเกิดประชาชนไม่รู้หลัก อย่างเช่นว่าจะตัดสินด้วยอธิปไตยแต่ละข้อนี่ยังไง อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย  แล้วก็ธรรมาธิปไตยนี่ ก็แต่ละคนก็มีไม่เหมือนกัน ถ้าเกิดอยากให้เป็นธรรมจริง ๆ ก็ต้องตัดสินด้วยธรรมาธิปไตยใช่มั้ยครับ
 
ท่านป.อ.ปยุตโต : ครับ ท่านก็บอกไว้แล้วไง คืออัตตาธิปไตยมันถือตัวเป็นใหญ่ อย่างหยาบก็ถือผลประโยชน์ของตัวเองอันนี้ใช้ไม่ได้ละ ไปไปมันก็คือความคิดเห็นตัวเป็นใหญ่ มันก็ติดในทิฐิเพราะฉะนั้นก็ต้องระวังหมด
 
                แล้วโลกาธิปไตยก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง แล้วแต่พวกมากลากไป งันก็ต้องถือธรรมเป็นใหญ่ ก็เลยท่านก็พยายามให้เราเรียนรู้หลักการเหล่านี้ไว้ เพราะหลักการนี้มันจะใช้ได้เรื่อย เราก็ถือหลักการนี้เป็นตัวเกณฑ์ตัดสิน ก็เป็นธรรมาธิปไตย ธรรมาธิปไตยจึงต้องเป็นตัวแกนของประชาธิปไตยอีกที ธรรมาธิปไตยก็ตั้งแต่นิติธรรม ธรรมะมีหลายระดับ ธรรมะที่มนุษย์มาตกลงกันวางเป็นแบบแผนกติกาของประเทศชาติสังคมของตัวเองก็เรียกกันนิติธรรม แต่นิติธรรมนี่ไม่แน่นอน บางทีมันไม่ยุติธรรมก็มี ในบางยุคบางสมัย ผู้ปกครองประเทศชาติมีใจไม่เป็นธรรม บางทีวางกฎหมายที่เพื่อประโยชน์ของชนชั้นตัวเอง แล้วก็มีเรื่องของ
1. ผลประโยชน์
2. เรื่องอำนาจ ต้องการจะกดคนพวกนั้นพวกนี้ไว้ในอำนาจของตัวเองอะไรอย่างงี้ 
รวมแล้วก็คือเรื่องของอัตตาธิปไตย และก็ทิฐิแนวคิดของตัวเองที่ยึดถือ เช่นมีอุดมการณ์ของตัวอย่างหนึ่งก็จะต้องวางกฎหมายให้เข้าแนวอะไรอย่างงี้ นี่ ไอ้สามตัวนี่เป็นตัวสำคัญ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีธรรมาธิปไตย เพราะฉะนั้นนิติธรรมก็จึงต้องแก้ไขได้เรื่อย ถ้าต่อไปเราพิจารณาเห็นว่า นิติธรรมตัวนี้ บทบัญญัติกฎหมายอันนี้ไม่ถูกต้องก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไข แต่ว่าจะต้องชัดและก็ต้องพูดให้มันเห็นชัดด้วยปัญญา แต่ทีนี้ว่าในกรณีที่ว่าธรรมาธิปไตยนี่ ประชาชนทั่วไปนี่ยอมรับตัวเองว่ามันขึ้นกับความคิดเห็นอีก บางทีมองหลักการเดียวกันก็เข้าใจไม่เหมือนกันใช่มั้ย ก็จึงต้องตั้งตัวแทนขึ้นมา ตัวแทนขึ้นมา และตัวแทนเหล่านี้เราไม่ได้ยอมรับไปตลอด คือมันต้องมองหลายชั้น แม้แต่ประชาธิปไตยนี่เรายอมรับเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างมากไม่ได้ถูกต้องเสมอไป เมื่อร้อยปีมาแล้วคนตั้งตอนนั้นมีกี่ร้อยล้านก็ไม่รู้ทั้งโลกนี่อาจจะพันล้านถึงยังก็ไม่รู้นะ เอาสักพันล้านก็แล้วกัน สมมุติว่าเก้าร้อยเก้าสิบเก้าล้านคนนี่เห็นว่าโลกแบน มีคนเดียวเห็นว่าโลกกลม ปรากฏว่าไอ้เสียงข้างมากผิด ใช่มั้ย เพาระฉะนั้นจึงได้บอกว่าเสียงข้างมากมันตัดสินความจริงไม่ได้ และเสียงข้างมากติดสินอะไร ตัดสินความต้องการว่าจะเอาไง 
 
                ทีนี้โดยปกติประชาชนนี่ก็คือต้องการผลประโยชน์ของส่วนรวม เพราะฉะนั้นเราก็เอาว่า เอ้อ...ประชาชนเขาต้องการยังไง แต่ความต้องการนี้ มันต้องเป็นความต้องการที่ดีงาม เป็นธรรม เราก็เลยต้องพัฒนาคนด้วยการศึกษาเพื่อให้คนมีจิตใจดีงาม ปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ตัว ถ้าประชาชนไม่มีการศึกษามันก็ออกเสียงเพื่อประโยชน์ตัวอีก มันก็ไม่ได้เรื่องอีก เสียงข้างมากไม่ได้เป็นเกณฑ์ตัดสินเสมอไปแต่เราก็ต้องยอมรับ แต่พร้อมกันนี่ก็คือ พร้อมกับการที่เรายอมรับเสียงข้างมากเราจะต้องมีการพัฒนาคุณภาพประชาชนตลอดเวลา คือมีการศึกษา การศึกษาต้องคู่กับประชาธิปไตย   นี่ถ้า หากว่าการศึกษาไม่ดีประชาชนไม่มีคุณภาพ ประชาธิปไตยไม่มีทางพัฒนาหรอก มันก็เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แม้แต่ซื้อเสียงได้ พอซื้อเสียงได้มันก็จบ ใช่มั้ย ทีนี้มันก็เป็นปัญหาของประชาธิปไตยกันไม่รู้จักจบ แต่ทีนี้เราต้องยอมรับ เอาละ อย่างน้อยว่าเสียงข้างมากมันได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ว่าเราต้องพัฒนาประชาชนกันต่อไปไม่ใช่แค่นี้ คือเรามองสังคมว่าพัฒนาอยู่ มันไม่ใช่จบ ไม่ใช่ตันแค่นี้
 
นี่คือบทเรียน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ การที่พยายามแก้ไขปัญหากันไป แล้วทำในใจว่าเราจะไม่ประมาท เราจะพัฒนาประชาชนต่อไป มันไม่จบแค่นี้ เพราะฉะนั้นพวกที่แก้ปัญหากันอยู่นี่ บอกจะให้ได้อย่างที่พอใจก็ไม่มีทางเหมือนกัน เพราะเราต้องยอมรับ เอ้า จริงไม่จริง ประชาชนไทยนี่มีคุณภาพดีพอมั้ย เอ้า ว่ากันตรง ๆ นะ ท่านยอมรับมั้ย
 
พระนวกะ : ยังครับ
 
ท่านป.อ.ปยุตโต : ยัง แค่นี้ก็ยอมแล้ว ใช่มั้ย ผมว่าในที่นี้ไม่มีใครยอมรับว่าคุณภาพคนไทยนี่เพียงพอ เมื่อเราไม่ยอมรับเราก็พัฒนามันต่อไปซิ อ้อ ขออภัยใช้มันอีกแล้ว ก็ใช้ว่าพัฒนาประชาชนต่อไป พัฒนาคุณภาพประชาชนนี่ต่อไป  ดังนั้นเราไม่หยุด แต่ว่ากระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ไม่หยุดนิ่ง เราไม่ได้ยอมจบ ยอมตันเท่านี้และเราก็ต้องยิ่งไม่ประมาท เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี่กลับเป็นเครื่องเตือนใจเราใช่มั้ย ให้เราต้องขมีขมันขวนขวาย เร่งแก้ไขปัญหา เร่งหาทางพัฒนาคุณภาพประชาชนต่อไปให้ดีขึ้น
 
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ไม่มีประโยชน...อย่างน้อยทำให้ไม่ประมาท
 
                แต่ว่า เราจะให้เหตุการณ์มาทำลายเราทำไมเล่า ก็เอาเหตุการณ์ที่มันไม่ดีนี่มาเป็นเครื่องมือ มาเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนใจ มาเป็นตัวช่วยอย่างน้อยบีบบังคับให้มีการแก้ไขให้มันดี แต่ว่าอย่าให้เกิดความเสียหายขึ้นมา งั้นคุณจะต้องเอาประโยชน์จากสถานการณ์นี้ให้ได้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ไม่มีประโยชน์ หนึ่ง อย่างน้อยทำให้ไม่ประมาท ฝ่ายรัฐก็ทำให้ผู้ที่จะมาเป็นนักการเมืองก็ต้องระวังตัวมากขึ้น ใช่มั้ย แล้วมันก็พัฒนาประชาธิปไตยให้ดีขึ้น แต่ว่าแค่นี้ไม่พอหรอกที่ดีที่สุด คือทำอย่างไงจะพัฒนาประชาชน พัฒนาแค่นักการเมืองมันก็ต้องขึ้นกับพัฒนาประชาชน ถ้าคุณภาพประชาชนมันไม่ดี แล้วนักการเมืองมาจากไหน นักการเมืองก็มาจากประชาชนนั่นแหละถูกมั้ย 
               
                นักการเมืองมาจากประชาชน ทั้งในแง่ที่ว่า หนึ่ง ประชาชนนั่นคุณภาพดีไม่ดี ก็มาเลือกคนที่ดีไม่ดี นั่นก็หนึ่ง สอง ไอ้คนที่ให้เขาเลือก เอาอีกแล้ว ไอ้อีกแล้ว แม้แต่คนที่มาสมัครรับเลือกตั้งให้เขาเลือก นั่นก็มาจากประชาชนเหมือนกันถูกมั้ย ทั้งสองแง่ คนที่ถูกเลือกก็มาจากประชาชน คนที่มาเลือกให้เขาเป็น ก็เป็นประชาชน หนีไม่พ้นจะต้องพัฒนาคุณภาพประชาชน ก็คือ ต้องมีการศึกษาที่ถูกต้อง มันก็จะไปเป็นปัญหาการศึกษาอีกว่าทำไงเราถึงจะมีการศึกษาที่ดีที่ถูกต้อง ต้องไปปรับปรุงแก้ไขการศึกษา แสดงว่าการศึกษาที่เป็นอยู่นี่มันไม่ดี มันไม่มีคุณภาพแท้จริงด้วย  มันไม่ใช่แก้ปัญหาที่แค่เขาพูดกันนะ คุณจะจัดระบบอย่างไงก็ตามถ้าการศึกษามันไม่ดีนะ ไปไม่รอดหรอก นี่ ตอนนี้ไปติดกันอยู่แค่นั้น จะจัดวางระบบอย่างไง ยังไง อะไรต่ออะไรจนกระทั่งจะไม่ฟังกันด้วยซ้ำ บอกคุณมันไม่ใช่แค่นี้หรอก มันมีรากฐานที่ลึกซึ้งกว่านั้นอีก และคุณนะมีพร้อมอยู่หรือยัง 
 
                เอาแล้วท่านจะถามอะไรมั้ยครับ
 
 
พระนวกะ : ครับ
ท่านป.อ.ปยุตโต : นิมนต์
พระนวกะ : อยากให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับปัจจุบันกับสิ่งที่เราพูดกันวันนี้ว่า เราควรจะวางท่าทีที่ว่าจะปล่อยให้เป็นไปตามเหตุปัจจัยหรือว่าเราควรทำอย่างไรต่อไปกับเหตุการณ์นี้
 
ท่านป.อ.ปยุตโต : เอ้า จะยอมให้เป็นได้ยังไง ก็บอกแล้วว่าประชาชนต้องเป็นใหญ่แล้วทำหน้าที่ของตัวให้ถูกซิ ตอนนี้ประชาชนทำหน้าที่หรือเปล่า มันกลายเป็นว่าสองฝักสองฝ่ายที่ทำหน้าที่ ไม่ได้ทำหน้าที่นะทำอะไรก็ไม่รู้ ทำบทบาท เอ่อ ทำบทบาท แสดงบทบาทกันอยู่ เราก็ไม่ได้ด่า ไม่ได้ว่าท่านเหล่านั้นนะ แต่ว่าเราให้หลักการในการพิจารณา ตอนนี้ประชาชนก็คือเจ้าของเรื่อง แม้ว่าท่านเหล่านั้นจะทำเรื่อง แต่คนที่เป็นเจ้าของเรื่องต้องเป็นประชาชน พวกนั้นเป็นพวกทำเรื่อง และอย่าให้เขาเป็นเจ้าของเรื่อง ประชาชนจะต้องเป็นเจ้าของเรื่อง
 
                นี้ท่านก็เตือนแล้วเวลาหมดไปนานแล้ว เราขอให้หลักอีกอันหนึ่ง ประชาชนที่จะเป็นเจ้าของเรื่องและจัดการได้ ตัดสินได้ ดำเนินการได้ ประชาชนต้องมีความรู้ความเข้าใจ ก็เริ่มที่ว่ามีท่าทีที่ถูกต้องใช่มั้ย และทีนี้ก็ต้องมีปัญญารู้เข้าใจ รู้เข้าใจก็รู้เข้าใจแม้แต่หลักการ หลักการใหญ่ หลักการย่อย หลักปฏิบัติ แล้วจะมาวางวิธีปฏิบัติได้ ถ้าคนไม่รู้เข้าใจหลักการมันก็มาวางวิธีการไม่ได้ นี่ หลักการที่จะต้องช่วยให้เยอะ ๆ มันมีหลักการที่ผมยังพูดไม่จบ วันนี้ก็อยากจะให้อีกอันหนึ่ง คือที่ประชาชนควรจะรู้ แล้วเป็นการที่เราไม่เข้าใครออกใคร เราเป็นกลางก็ได้ แต่ที่จริงเราไม่ต้องบอกเป็นกลางเพราะเป็นกลางเดี๋ยวนี้หมายความว่าอยู่ข้างใน ก็เลยบางทีเป็นกลางแบบนั้น เป็นกลางแบบไม่ได้เรื่อง เราก็อาจจะเป็นปัญญาปาสาโท ขึ้นอยู่บนปัญญาปราสาท อยู่เหนือ แล้วก็จัดการให้มาทำให้ถูกต้องทุกฝ่าย 
               
                ทีนี้หลักการอันหนึ่งที่สำคัญก็คือ หลักการของสภาพจิตที่มันมาบงการพฤติกรรมของมนุษย์ เรียกว่าแรงจูงใจที่แฝงอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมก็ได้ อันนี้มันเป็นตัวบงการประวัติศาสตร์เลย บงการความเป็นไปในสังคม ตั้งแต่เล็กในครอบครัวจนถึงสังคมชาติ สังคมโลก ระหว่างประเทศและก็ตลอดประวัติศาสตร์เป็นอย่างงี้พูดย้ำบ่อย ๆ เลย และเอามาใช้ได้เรื่อย มนุษย์ทำการด้วยแรงจูงใจ ถ้าไม่ถูกธรรมะเนี่ย คือมันเป็นมนุษย์แล้วมันก็เป็นปุถุชนแล้ว ปุถุชนก็ย่อมมีกิเลส และกิเลส 3 ตัวนี่มันจะมาก่อนเลย มนุษย์จะต้องพยายามเอาชนะตัวเอง เพื่อไม่ให้ตกอยู่ใต้อำนาจมันแล้วก็จะได้ทำให้ถูกต้อง เราพัฒนามนุษย์ก็เพื่ออันนี้ เพื่อจะได้พ้นจากอำนาจไอ้ตัวบงการที่มันเป็นกิเลสที่ไม่ถูกต้องนี้ ขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้องตามธรรม แต่ตราบใดที่เจ้า 3 กิเลสนี่มันยังบังคับบงการในจิตใจเราอยู่นี่ เราก็เข้าถึงธรรมไม่ได้ ความถูกต้องที่แท้จริงก็เป็นไม่ได้ มีอะไรบ้าง นี่แหละที่ท่านพูดมาตลอด 
               
                กิเลสชุดนี้ท่านอาจจะนึกว่า โลภะ โทสะ โมหะ อันนั้นก็ใช่ ท่านเรียกว่า อกุศลมูล[2] (อะ-กุ-สน-ละ-มูน) แต่ที่เป็นตัวสำคัญ เป็นอีกชุดหนึ่ง เป็นตัวที่มาจากโลภะ โทสะ โมหะ นั่นแหละ แต่มันออกมาสู่วิถีชีวิตของมนุษย์โดยตรง ก็คือท่านเรียกว่า ตัณหา มานะ และทิฐิ 3 ตัวนี้
 
                ตัณหาคืออะไร คือความอยากได้ผลประโยชน์ ตั้งแต่กาม สิ่งเสพบริโภค เพื่อตนเอง ต้องการลาภ ต้องการผลประโยชน์ อันนี้นะเรื่องใหญ่เลยใช่มั้ย ต้องการสิ่งบำรุงปรนเปรอตัวเองด้านหนึ่ง มนุษย์ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาก็ขัดแย้งกันเพราะเรื่องนี้ แย่งลาภ แย่งผลประโยชน์ แย่งสามีภรรยา แย่งกาม แย่งอะไรกันนี่แหละตัณหา
 
                สองมานะ ความต้องการเป็นใหญ่ ความต้องการโดดเด่น เป็นหนึ่ง ท่านแปลว่า “เกตุกัมมัญญตา” (เก-ตุ-กำ-มัน-ยะ-ตา) ความต้องการเป็นเด่นดุจธงว่างั้น อันนี้ตัวกิเลสตัวนี้ต้องการเด่นยิ่งใหญ่ ต้องการข่มขู่ผู้อื่นลงเหนือคนอื่น ต้องการเหนือคนอื่น เด่น ดัง เหนือยิ่งใหญ่ ความต้องการอำนาจนั่นเอง 
 
                หนึ่งผลประโยชน์ทรัพย์ สองอำนาจ ความต้องการสองอย่างนี่ตลอดประวัติศาสตร์เลย ทำให้ผู้ปกครองประเทศอย่างราชา มหากษัตริย์ ยกทัพไปรุกรานกันใช่มั้ย ไปแย่งดินแดนเขา ไปเอาทรัพย์สมบัติของเขา รบกันตลอดประวัติศาสตร์ ไอ้เรื่องเนี่ย หนึ่งต้องการผลประโยชน์ทรัพย์สินเงินทอง สองต้องการอำนาจ และก็อำนาจมาเพื่อจะได้ยิ่งได้ผลประโยชน์มากยิ่งขึ้น ได้ผลประโยชน์ก็ยิ่งจะมีอำนาจมากขึ้น ไอ้เจ้าสองตัวนี้มันอิงกันอยู่ ตัณหา มานะ
 
                แล้วอันที่สามทิฐิ ตัวนี้คนทั่วไปไม่ค่อยนึก ตัวนี้ปราณีตมากก็คือความยึดติดในความคิดเห็น ความเชื่อ ลัทธิศาสนาอุดมการณ์ของตน “ตัวนี้ร้ายมาก”  
               
                คนเราทำสงครามแย่งชิงผลประโยชน์ พอได้ผลประโยชน์มา จบ ใช่มั้ยครับ ได้ความเป็นใหญ่จบ ไอ้ฝ่ายนั้นมันยอมแล้วรบกัน หรือว่าฆ่าได้เฉพาะกรณีนั้นศัตรูจบไป 
               
                แต่ถ้าทิฐิไม่จบ ยึดถือว่า เอาละ เอา มันมีหลายอย่าง ชนเผ่าของตัวเอง นี่ ยึดเผ่าพันธุ์ ยึดเชื้อชาติ แค่นี้ก็รบกันตลอดประวัติศาสตร์ ใช่มั้ย มันไม่จบ ชนะคราวนี้ก็ไม่จบ เชื้อชาติยังอยู่มันก็ยึดกันอยู่ มันจะต้องเอาชนะกันนี่ รบกันตลอด ขออภัยเถอะเอาจริง ๆ เลย แค่อาหรับกับยิวเท่านี้ ใช่มั้ย รบกันเป็นกี่พันปีมันก็ไม่จบ ทำลายไอ้ความยึดในเชื้อชาติไม่ได้ ฮิตเลอร์อ้างอะไร อ้างเพื่อจะให้รบได้สำเร็จ อ้างเพื่อความยิ่งใหญ่ของชนเผ่าอารยันว่างั้นนะ ฮิตเลอร์นี่อ้างอารยัน ใช่มั้ย ชนชาติอารยัน เอาตัวนี้เป็นตัวปลุกเพราะฉะนั้นฆ่าหมดยิวเยิวพวกนั้นนะ นี่! ความยึดถือยึดมั่นในทิฐิ 
               
                ทิฐิหนึ่งก็นี่เชื้อชาติและก็ความเชื่อลัทธิศาสนา ลัทธิศาสนาต้องเชื่ออย่างนี้เชื่ออย่างอื่นไม่ได้ ต้องนับถือพระเจ้าองค์นี้นับถือพระเจ้าอื่นไม่ได้ ก็บังคับกดขี่ปราบปรามฆ่าฟันกันใช่มั้ย สงครามลัทธิศาสนา สงครามทิฐิ ความยึดมั่นในเชื้อชาติ และยุคต่อมาก็อุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ อุดมการณ์ทุนนิยมประชาธิปไตย วันก่อนก็เรียกว่าเสรีนิยม เสรีนิยมตอนนี้นะตั้งแต่ตอนที่โซเวียตล้มนี่ อเมริกันนี่เอาคำว่าทุนนิยมนี่มา Identify (ไอเดนทิไฟ) กับคำว่าประชาธิปไตย เรียกว่า Free Market Democracy (ฟรี มาร์เก็ต ดิมอคเครซี่) อาจจะเป็นท่านบิล คลินตันหรือเปล่าไม่รู้เป็นคนพูดคนแรก เรียกว่า Free Market Democracy ประชาธิปไตยแบบตลาดเสรี เข้าใจว่าก่อนยุคบิล คลินตันนี่ศัพท์นี้ยังไม่เกิด ก็คือ ทุนนิยมก็ทุนนิยม Capitalism free market System (แคพพิเทิลริซึ่ม ฟรี มาร์เก็ต ซิสเติม) ใช่มั้ย และก็ประชาธิปไตย democracy (ดิมอคเครซี่) ก็ว่าไป   ฝ่ายคอมมิวนิสต์เขาก็บอกเขามี People Democracy (พีเพิล ดิมอคเครซี่) มีประชาธิปไตยของประชาชน อเมริกันเอามารวมเป็นอันเดียวกันเลยว่าประชาธิปไตยก็คือ ทุนนิยม ทุนนิยมก็เป็นเสรีนิยมแต่ละบุคคล  อย่างแรงก็คือ มือใครยาวสาวได้สาวเอา ใช่มั้ย อันนี้ลิทธิอุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์กับเสรีนิยมประชาธิปไตยนี่ได้เป็นคู่แข่งกันมาหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านไป ใช่มั้ย ตอนนี้ก็กลายเป็นว่าเกิดเป็นเรื่องการแข่งขันในค่ายอุดมการณ์ ก็เกิด Cool War  (คูล วอ) สงครามเย็นตลอดมา จนกระทั่งมาตอนโซเวียตล่มก็จบไปอีกตอนหนึ่งสงครามเย็น พอสงครามเย็นใหญ่ล้มลงไปแล้วสงครามร้อนก็ผุดขึ้นที่โน่นที่นี่กันใหญ่ เอาละครับนี่อุดมการณ์ก็เรื่องใหญ่เลยนี่รบกันมาจะเปลี่ยนประเทศ ตอนนั้นไทยก็นึกว่าโดนโดมิโนเข้าให้แล้วนั่นนะ เตรียมจะไปด้วย มีหวังจะเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยก็ไม่ล้มอะไร นี่บทเรียนจากประวัติศาสตร์
 
                ทีนี้เอาละครับตัวสำคัญที่บ่งการอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของมนุษย์ นอกจากตัณหา มานะ ก็คือตัวที่สามทิฐิ อันนี้ปราณีตลึกซึ้งและรุนแรงยิ่งกว่าอันที่หนึ่งอันที่สอง สงครามศาสนาลองคิดดูซิครับ ในยุโรปนี่รบกัน Thirty  years war (เทิทที เยียส วอ) สงคราม 30 ปีระหว่างประเทศฝ่ายคาทอลิคกับประเทศฝ่ายโปรเตสแตนต์ ฝ่ายโปรเตสแตนต์ก็รวมกัน ฝ่ายคาทอลิคก็รวมกันรบกัน 30 ปีในประเทศเดียวกันก็รบกัน อย่างประเทศฝรั่งเศสในยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ต่อ 14 ก็มีพวกโปรเตสแตนต์กับคาทอลิค คาทอลิคเป็นใหญ่ โปรเตสแตนต์ก็เรียกว่าพวกครูเกนนอต พวกนั้นก็ขึ้นมา พวกนี้ก็ไม่ยอม พวกคาทอลิคก็ปราบ ก็บาทหลวงใหญ่เป็นคาร์ดินัลชื่อ ลิชะทุลุ เป็นอัครมหาเสนาบดีของฝรั่งเศสก็ปราบพวกครูเกนนอตหรือพวกโปรเตสแตนต์นี่ จนกระทั่งเรียกว่าพินาศไป ตายกันไปเยอะแยะ อังกฤษก็รบกัน ฆ่ากัน โอ้...ประวัติศาสตร์ยาวนาน พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ตั้งตัวเป็นประมุข ตั้งศาสนจักรใหม่ “เชิร์ชออฟอิงแลนด์”  ขึ้นมาเป็นประมุขศาสนาจักร ลูกคือ “แมรี่ เดอะ บลัดดี้” เป็นลูกของพระราชินีองค์เก่า พอพ่อสิ้นขึ้นมาปกครอง ตัวก็ฟื้นคาทอลิคขึ้นมา ฟื้นคาทอลิคก็ฆ่าโปรเตสแตนต์กันขนาดเผาทั้งเป็น ได้ชื่อว่า “แมรี่ เดอะ บลัดดี้” พระนางแมรี่ละเลงเลือดหรือกระหายเลือดนี่ละครับ แมรี่สิ้นไปอลิซาเบธเป็นลูกมเหสีองค์ใหม่เป็นโปรเตสแตนต์ขึ้นมาก็ปลดพวกคาทอลิคลงมาอีก อังกฤษประเทศเดียวก็ยุ่งจนกระทั่งนี่เป็นเหตุให้หนีไปอเมริกา การที่หนีไปอเมริกาเพราะการกดขี่ Persecution (เพิสซิคูชั่น) เป็น Religion War (รีลิเจิน วอ) และ  Religious Persecution (รีลิเจิน เพิสซิคูชั่น) การห้ำหั่นวีทากันทางศาสนา พวกนี้ก็ไปเพื่อ Freedom (ฟรีดอม) เพราะฉะนั้นคำว่า Freedom เป็นคำที่สูงสุด เป็นอุดมคติของอเมริกัน ไปเพื่อหา Freedom อะไรนี่ ประวัติศาสตร์นี่ยาวนานมาก
 
...พวกทิฐิมีลักษณะต่างจากพวกตัณหา และมานะ
พวกนี้มักจะพ้นจากปัญหาที่เราเรียกว่าปัญหาจริยธรรม
แต่...มีความยึดติดจนใช้คำว่า “ต้องอย่างงี้เท่านั้น อย่างอื่นไม่ได้”
 
                เอาละครับทีนี้ประเด็นของเราก็คือว่า ไอ้เจ้าทิฐินี่เรื่องใหญ่มาก ทีนี้พวกทิฐิจะมีลักษณะอย่างหนึ่ง คนที่จะเป็นผู้นำในด้านทิฐินี่ มันจะมีลักษณะต่างจากพวกตัณหา และมานะ ตัณหานี่พวกนี้มีลาภ มียศ มีเงิน มีทอง อำนาจยิ่งใหญ่ก็แสวงหากัน คือพวกตัณหาความประพฤติมันมักจะเสียหาย มันโลภมาก มันอะไร  อะไร มันฆ่าคนอื่นอะไรต่ออะไรมันเบียดเบียนข่มเหง ใช่มั้ยครับ เราก็ถือว่าไม่ดีพวกตัณหา มานะนี่ แต่พวกทิฐินี่จะเป็นลักษณะอีกแบบ พวกนี้มักจะพ้นจากปัญหาที่เราเรียกว่าปัญหาจริยธรรม พวกที่มาเป็นผู้นำทางด้านทิฐิ ก็เพราะเขามีจริยธรรมดีนะซิ คนถึงศรัทธาและก็เชื่อมั่น เชื่อ โอ้ คนนี้ดีเป็นผู้นำศาสนาเป็นต้น ก็ต้องมีความประพฤติดีพิเศษด้วย คนก็พากันเชื่อถือ ศรัทธา พูดอะไรเป็นอย่างงั้น พวกนี้เป็นผู้มีจริยธรรมดี พ้นจากปัญหาจริยธรรมแบบตัณหา มานะ แต่ว่ามีความยึดติดจนใช้คำว่า “ต้องอย่างงี้เท่านั้น อย่างอื่นไม่ได้” เท่านี้แหละ พวกทิฐิมันเป็นอย่างนี้ ความประพฤติส่วนตัวดี  เป็นผู้นำศาสนาก็เยอะ อย่างท่านอายะตุลลอฮ์  โคมัยนี ใช่มั้ย ประพฤติแสนดีเลยประชาชนเลื่อมใส พวกนี้จะได้ศรัทธาจากประชาชนอย่างดีเลย แต่แก้ไม่ได้คือ ยึดติดในทิฐิของตัวเอง พวกนี้ก็แสวงความเป็นใหญ่ แล้วพอได้อำนาจจะต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้น อย่างอื่นไม่ได้  ตอนนี้แหละครับอาจจะใช้อำนาจที่มี เพื่ออันนี้เลย อาณาจักรนี้จะต้องอย่างนี้ ตายตัว ก็ ไปอีกแบบหนึ่งเลย ก็เป็นอันว่าประชาชนก็ต้องถูกบังคับ ถ้ารุนแรงก็ฆ่าฟันอะไรต่ออะไรกัน นี่สงครามทิฐิเกิดขึ้นมา แล้วก็จะเป็นเหตุสำคัญของการเบียดเบียน
 
พระพุทธศาสนาจึงต้องให้พ้นทิฐิด้วย
ไม่ยอมให้ยึดติดบังคับคนด้วยเหตุแห่งทิฐิ
 
                เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาจึงต้องให้พ้นทิฐิด้วย ไม่ยอมให้ยึดติดบังคับคนด้วยเหตุแห่งทิฐิ ฉะนั้นท่านจะต้องดูคนให้ครบ คนประเภทตัณหา คนประเภทมานะ คนประเภททิฐินี่ แล้วก็คนประเภททิฐิก็จะมีลักษณะที่มักจะพ้นจากปัญหาจริยธรรม จะเป็นคนที่โดยจริยธรรมนี่นับว่าดี จึงเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา แต่เขาจะต้องให้เป็นอย่างนั้นเท่านั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้               
 
                เพราะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เป็นอย่างงี้เท่านั้น พรพจน์จึงเกิดขึ้น แล้วพอแกเป็นใหญ่เป็นไงครับ คนเขมรก็ตาย เท่าไร บางก็ว่าสามล้านบ้างก็ว่าสองล้านอะไรนี่ เขมรมีแค่ห้าล้านใช่มั้ย ถ้าสามล้านก็หมดครึ่งประเทศ หลวงพ่อโฆษานันทะตอนนั้นท่านหนีไปอเมริกา ท่านไปปาฐกถาที่โน่นที่นี่ ท่านก็บอกว่าพรพจน์ฆ่าพระหมด 8 หมื่นองค์และก็ที่ไม่ถูกฆ่าก็เพราะสึกหรือหนีไปต่างประเทศ เพราะงั้นพอฟื้นประเทศกัมพูชาขึ้นมาใหม่โดยเวียดนามนะเป็นผู้ส่งทัพมา ก็ยึดกลับมาก็สถาปนาคณะสงฆ์ใหม่ ต้องเอาพระเวียดนามมาบวชคนเขมร ตั้งคณะสงฆ์ใหม่ ตั้งสังฆราชใหม่ เพราะฉะนั้นพระในเขมรปัจจุบันนี่เป็นพระที่เกิดใหม่ไม่มีของเดิม เกิดจากเวียดนาม
 
มนุษย์...มี 3 อย่าง พวกตัณหา พวกมานะ และก็พวกทิฐิ
กิเลส 3 ตัวนี้จะอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมมนุษย์และพฤติกรรมทางสังคม
 
                ฉะนั้นเราต้องรู้นี่ก็คือ มนุษย์แบ่งตามนี้จะมี 3 อย่าง พวกตัณหา พวกมานะ และก็พวกทิฐิ กิเลส 3 ตัวนี้จะอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมมนุษย์และพฤติกรรมทางสังคม ถ้าเป็นผู้นำสังคมก็เป็นพฤติกรรมที่จะออกมาจากภูมิหลังแรงจูงใจเหล่านี้ ประชาธิปไตยก็มีความมุ่งหมายอย่างหนึ่งที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วย ที่สร้างประเทศอเมริกาขึ้นมา ฝรั่งเศสมีการปฏิวัติประชาธิปไตยอะไรต่าง ๆ สร้างกฎเกณฑ์กติกาก็เพื่อจะให้ไม่ต้องมายึดติดอยู่ในเรื่องทิฐินี้ด้วย
 
                เอาละครับ อันนี้ก็เป็นหลักการที่ประชาชนจะต้องรู้ เป็นการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่รู้ผมพูดพอหรือยัง พอจะเห็นทางแก้ปัญหามั้ย
 
 
(ขออภัยไม่สามารถจับใจความคำถามของพระนวกะ ได้)
ท่านป.อ.ปยุตโต : ไม่ ทีนี้เราก็บอกแล้วไงประชาชนต้องตั้งท่าทีให้ถูก ทีนี้เราต้องให้การศึกษา เราจะต้องพูดให้ถึงประชาชน และก็ให้รู้ตัวว่าคุณนี่แหละเป็นเจ้าของเรื่องเป็นเจ้าของประเทศ เป็นผู้ปกครองประเทศ และก็เรายังมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่ และเราก็จะต้องใช้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ให้เป็นผลประโยชน์ โดยเอาพวกที่เป็นฝักเป็นฝ่ายเนี่ยมาเป็นเครื่องมือของเรา ในการที่จะมาสร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมต่อประเทศชาติประชาชน แล้วพวกนั้นจะต้องยอมตัวเป็นเครื่องมือที่ดี ไม่ใช่มาเที่ยวบงการเขา
 
 
พระนวกะ : ครับ ผมเพิ่งจะอ่านหนังสือของหลวงพ่อครับ ที่เขียนว่าหลักสลายความขัดแย้งแนวพุทธนะครับ ซึ่งหลวงพ่อพูดไว้ว่าปัญหาที่ปัจจุบันนี้ เรายึดวิธีการแก้ปัญหาโดยเอามาจากตะวันตกที่เรียกว่า Compromise (คอมเพรอไมซ) เป็นการที่ประนีประนอมซึ่งมันเป็นหลักการหรือเป็นจริยธรรมที่ขัดหรือฝืน ยังไงปัญหาก็ไม่จบ เพราะว่าเรายอมที่จะสูญเสียผลประโยชน์เพื่อให้ได้ทั้งสองฝ่าย แต่ว่ามันไม่จบ หลวงพ่อแนะนำไว้ว่า ถ้าจะแก้ปัญหาให้ยั่งยืนหรือถูกต้องต้องหยุดจริง ๆ เราต้องใช้หลักที่เรียกว่า Harmonize (ฮามเมอไนซ) ซึ่งทำให้เกิด Harmony  (ฮามเมอนี่) เขาจะเป็นหลักจริยธรรมสามัคคีที่แท้จริง
 
ท่านป.อ.ปยุตโต : ก็สามัคคีแปลความหมายอย่างหนึ่งก็ใช้คำว่า Harmony แต่อย่างไรก็ตามอันนั้นเราพูดกันในแง่ของหลักการใหญ่ คือว่าเวลาเรามาปฏิบัติเราต้องเป็นขั้นตอน ถ้าตอนนี้มัน Harmony ไม่ได้ก็ Compromise ก่อน แต่ว่าเราต้องรู้ว่าตราบใดที่ยังอยู่แค่ Compromise นี่ ยังไม่จบ เพราะว่าทั้งสองฝ่ายยังหาทางอยู่ที่จะให้ตัวได้สมบูรณ์เต็มตามประสงค์ เพราะว่าเมื่อ Compromise นี่มันก็ยอม ยอมส่วนหนึ่ง ยอมเสียส่วนหนึ่งเพื่อจะได้ส่วนหนึ่ง ไม่ให้เสียทั้งหมด งั้นสองฝ่ายก็มาตกลงกัน ฝ่ายนี้ก็ยอมเสียส่วนหนึ่ง ฝ่ายนั้นก็ยอมเสียส่วนหนึ่งแล้วได้ด้วยกัน ทีนี่เมื่อไรมันบรรจบกันที่ว่าไม่มีต้องเสียต้องยอมแล้วก็ได้ด้วยกัน กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้นเรียกว่า Harmony ทีนี่สังคมที่จะยุติลงด้วยดี สังคมที่มีสันติสุขมันก็ต้องเป็น Harmony ตราบใดที่เป็น Compromise ก็ยังอยู่ในขั้นตอนที่แฝงเชื้อของความแตกแยกและปัญหาอยู่ต่อไป แต่ว่าถ้าเราไม่มี Compromise มันจะเกิดความรุนแรงเลย ก็คือจะเกิดสงคราม เกิด Conflict (คอนฟลิค) แก้ไม่ได้
 
                อันนั้นก็จาก Conflict ก็ Compromise แล้วต้องก้าวไปสู่ Harmony ก็เป็นอันว่าอันนี้ก็คือขั้นตอน ตอนนี้ก็อาจจะได้แค่ Compromise ก่อน ก็ยังดีให้มัน Compromise เถิด ก็คืออย่าให้ไปสูญเสีย อย่างน้อยเราก็ต้องบอกว่า ใครจะทำอะไรรุนแรงไม่ได้นะ รุนแรงก็หนึ่งผิดธรรมะทันที ก็ชัดอยู่แล้วนี่มันผิดวัฒนธรรมไทยเอกลักษณ์เสีย ไทยจะเสียชื่อนะคุณ แล้วก็ผิดธรรมะ รุนแรงก็ผิดแล้ว แล้วก็อะไรละ อ้าว ลืมไปแล้ว ทีนี้ เอาละ ว่าไปเท่าที่นึกได้ ก็เป็นอันว่ารุนแรงไม่ได้ละคุณแพ้ ต้องแก้ จะรุนแรงเมื่อไรก็เป็นอันผิดทันทีและก็แพ้ทันที ก็ต้องเข้าสู่ทางที่ถูกต้อง และก็ในที่สุดถ้ามันเป็นผลประโยชน์ส่วนรวมแล้วก็จะชนะด้วยกัน 
               
                แต่ว่าขั้นตอนสำคัญในตอนนี้ก็อยู่ที่เจรจาเพราะว่า หนึ่งความเป็นมนุษย์ที่บอกตะกี้นี้ ความดีพิเศษของมนุษย์ก็คือมีปากไว้ใช้สื่อสารพูดจากันให้รู้เรื่อง คุณต้องการอะไร จะเอาแค่ไหนและฉันต้องการแค่ไหนจะเอาอย่างไง และจะปรับเข้ากันได้อย่างไง มันไม่พูดกันแล้วมันจะไปได้เรื่องได้ราวหรือ ไม่พูดกันมันก็ต้องใช่มืออย่างเดียว ใช่มั้ย ใช้มือไม่พอ ขออภัยใช้เท้าอีกด้วย แล้วมือนั้นมันไม่ใช่มือเปล่าอีกใช่มั้ย มือเปล่าก็ยังพอว่า มนุษย์นี่มันไม่ใช่มือเปล่าตัวเปล่าเหมือนสัตว์ชนิดอื่น สัตว์ชนิดอื่นมันไม่มีเครื่องมือในมือ มันก็เลยฆ่ากันได้เป็นตัว ๆ แต่มนุษย์นี่มันมีมือที่มันใช้เครื่องมือ สัตว์มันมีแต่มือ แม้แต่ลิงที่มีมือมันก็ไม่มีเครื่องมือ ทีนี้มนุษย์นี่มีมือด้วยมีเครื่องมือด้วย ไอ้ตัวเครื่องมือนี่มันเรื่องใหญ่ มันสามารถฆ่าคนได้เป็นทีละพันทีละหมื่นทีละแสน อาจจะต่อไปเป็นลูกระเบิดนิวเคลียจะเป็นล้าน ๆ หรือโลกแตกสลายไปเลยก็ได้ ใช่มั้ย นี่คุณอย่าไปใช้มือที่จะใช้แต่เครื่องมือ ต้องใช้วาจา ใช้ปากสื่อสารกันก่อน ถ้าไม่ใช่วาจาก็ขาดความเป็นมนุษย์หรือเปล่า เอ่อ ความเป็นมนุษย์มีคุณสมบัติพิเศษคือ สื่อสารใช้วาจา พูดกันได้แล้วทำไมไม่ใช้ มันก็เรื่องง่าย ๆ ก็พูดกันซิ ถูกมั้ยครับ
 
                ตอนนี้เอา เอาปัญหาเฉพาะหน้าคือต้องเจรจา ต้องพูดจากัน ยอมได้ไม่ได้มันก็จะได้รู้กันไป จะเอาอะไร ใช่มั้ย แล้วประชาชนก็จะได้ฟังด้วย แล้วคุณจะเจรจากันแต่ลับนะให้ประชาชนเขาได้ฟังด้วย ตกลงว่าประชาชนเป็นใหญ่ที่แท้ เป็นใหญ่อย่างถูกต้องโดยชอบธรรม
 
 
พระนวกะ : ครับ คงจะคุยกันยาก เพราะว่าที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพูดแต่ต้นนะครับ คงมีวาระซ่อนเร้น มี Hidden Agenda (ฮิตเด้น อะเจนด้า) อยู่
 
ท่านป.อ.ปยุตโต : นี่แหละ นี่แหละ ที่ผมบอกว่านี่มันต้องวิเคราะห์แต่ละคนใช่มั้ย เพราะว่ากายไม่รุนแรง วาจาไม่วาทะการเมือง พูดให้เป็นวจีสุจริต 4 ประการให้ครบ และก็ใจต้องจริงใจ จริงต่อจุดหมายที่เป็นประโยชน์สุขของประเทศชาติประชาชน ทีนี้จุดมุ่งหมายที่แท้จริงอันนี้ไม่ใช่มีเป้าหมายซ่อนเร้น ถูกมั้ย เอ้า อันนี้เราก็ต้องพูดซิครับ เราพูดเป็นกลาง ๆ นี่ ไม่ได้เข้าข้างใคร แล้วผิดมั้ยที่พูดนี้ คุณก็ไปตรวจสอบตัวเองประชาชนก็ตรวจสอบ แล้วแต่ละคนของเขาเองก็ต้องตรวจสอบด้วย นี่คือวิธีการแก้ปัญหา แต่ตอนนี้ต้องเจรจาจะมีวาระซ่อนเร้นไม่ซ่อนเร้น ตอนนี้ต้องเจรจากันก่อน มันจะได้รู้ไปขั้นหนึ่งว่ามันเจรจาแล้วมันออกมาว่าอย่างไง ใช่มั้ย เมื่อเจรจาแล้วนี่ละครับเราจะเห็นความคืบหน้า เราจะรู้ว่าเขาพูดกันว่าอย่างไงแล้วเราก็จะพิจารณาได้จากคำเจรจานั้นว่าจะเอาไงต่อไป ขั้นตอนต่อไปมันจึงจะมาได้ แต่ถ้าไม่มีการเจรจาละครับ ตอนนี้มันก็กลายเป็น 2 วิถี หนึ่งเจรจา สองกำลัง ถูกมั้ย...เอ่อ...การใช้กำลัง 
               
                พอจะแก้ปัญหาได้มั้ย ได้มั้ยครับ ก็เอาไปพูดก็ได้นี่ไม่ได้ห่วงห้าม ไหนครับ เราพูดอย่างงี้เราไม่เข้าข้างใครทั้งนั้น
 
 
(ขออภัยไม่สามารถจับใจความคำถามของพระนวกะ ได้)
ท่านป.อ.ปยุตโต : ผมบอกงี้ไง บอกตอนนี้เกรงว่าแม้แต่พระพุทธเจ้าเสด็จมาตรัส เขาจะยอมฟังหรือไม่ ถ้าแม้แต่พระพุทธเจ้าเขายังไม่ยอมฟัง เขาจะมาฟังผมทำไม ไม่มีความหมาย ฉะนั้นเราก็พูดกว้าง ๆ อย่างงั้นนะครับ เสียงถึงเขาไม่ถึงก็แล้วแต่ ท่านถามผมก็พูด
 
 
(ขออภัยไม่สามารถจับใจความคำถามของพระนวกะ ได้)
ท่านป.อ.ปยุตโต : วันนี้เสียงกลับดีขึ้น แปลก คือเมื่อวานนี้เป็นจุดจะเรียกว่าวิกฤตก็ได้ คือเสียงมันไม่ออกจนกระทั่งว่ารู้สึกเจ็บในนี้มาหลายวันแล้ว และเมื่อวานนี้มันเจ็บขึ้นมาชัดเลย แล้วแตะนี่เจ็บเลยครับปูด รู้สึกว่ามันปูด ๆ เอ๊ มันชัดแล้ว และหลังจากนั้นมา มาวันนี้ก็ เอ๊ะ หายไปไหนแล้วไอ้ที่เจ็บ เอ่อ มันไปยังไง นี้มันเป็นของอัศจรรย์ นี่ก็วาระซ่อนเร้น
 
(เหล่าพระนวกะหัวเราะ)
ท่านป.อ.ปยุตโต : ขนาดร่างกายเรานี่มันยังแก้ปัญหายากอย่างนี้เลยเนอะ ลึกลับ ซับซ้อน งั้นระบบสังคมมนุษย์นี่เราต้องยอมรับ ความซับซ้อนละเอียดลึกซึ้งนี่ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ บอกประชาชนต้องทำใจอันนี้อันหนึ่งด้วย บอกอย่านึกว่าเรารู้จริงแล้ว อย่าประมาท ต้องนึกว่าเรายังมีเรื่องต้องศึกษาอีกเยอะ และต้องตั้งตัวให้ถูกที่ว่านี่ เอาละ ให้ประชาชนตั้งตัวขึ้นมาอยู่ในสถานะที่ถูกต้องว่าฉันนี่แหละเป็นเจ้าของประเทศ เป็นใหญ่ แล้วเรายังเป็นอันเดียวกันแน่นอนเลยคุณยังเป็นอันเดียวกัน ประชาชน จุดหมายเป็นอันเดียวกัน แล้วท่านที่ทะเลาะกันอันที่จริงท่านก็อาจจะมีจุดหมายอันเดียวกันด้วย  ถ้าท่านไม่มีจุดหมายเดียวกับประชาชนนะฉันไม่เอากับคุณ ใช่มั้ย
 
                เอาละครับเดี๋ยวจะไปกันใหญ่ โมทนาครับ
 
 
                (ต่อตอนที่ 3 วิกฤตมา ประชาชนต้องวางตนเป็นหลัก)
 


[1] นิรวาณ กับ นิรวาณะ เป็นคำสันสกฤตเทียบกับภาษาบาลี ก็ได้แก่ศัพท์ว่านิพพาน
[2] อกุศลมูล   รากเหง้าของอกุศล, ต้นเหตุของอกุศล, ต้นเหตุของความชั่ว

 




พุทธะ - ธรรมบรรยาย

ทาน ศีล ภาวนา
พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน โดยพระอาจารย์วิชชา กิจจวิชโช วัดป่าวัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน จ.เชียงใหม่ article
ธรรมทาน และ อภัยทาน
"พระโสดาบัน" โดย พระราชพรหมญาณ
"อย่าทนงตน" โดย หลวงพ่อราชพรหมญาณ
หลวงปู่ชาตอบปัญหา แก่พระสุญโญภิกขุ
คำสอนหลวงพ่อจง พุทธัสสโร วัดหน้าต่างนอก
"รักษาศีล" ทำอย่างไร?
กระจกส่องกรรม
นินทานั้นไม่มีโทษ...แก่ผู้ถูกนินทาเลย โดย สมเด็จพระสังฆราช ฯ
“วิกฤตบ้านเมืองวันนี้ โอกาสที่มีควรเป็นของใคร” ตอนที่ ๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
"ก้อนหิน" กับ "เลขหวย" : ธรรมะสวัสดีของหลวงตาเย็น โดย คุณ Jarusuke
"บุญหน้าตาเป็นอย่างไร" : ธรรมะสวัสดีของหลวงตาเย็น โดย คุณ Jarusuke
ธรรมะบรรยาย : หลวงปู่ทองดี อนีโฆ วัดใหม่ปลายห้วย - จิตสู่ภวังค์ (๑) โดย คุณ Mirin
ชนะใครไม่เท่าชนะใจตนเอง โดยพระมิตซูโอะ คเวสโก 2 ก.พ.52
บางส่วนจากหนังสือ“มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี
ลักษณะของ "คู่สร้างคู่สม" (puyka)
โดยมาก"อยากเป็นพระพุทธเจ้า"มากกว่าการช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ (copy)
เทวดาถามคำถาม : deva asked for dhamma (copy)
เข้าใจผิดเรื่องการบรรลุธรรม (TH-ENG) (copy)
การใช้ถ้อยคำของพระพุทธองค์ (copy)
"เจแต่กาย" แต่ "ใจไม่เจ"



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


dot
หัวข้อหลัก
dot
bulletพุทธะ-ธรรมบรรยาย
bulletรวมบทสวดมนต์ และพระคาถา
dot
สาระน่ารู้
dot
bulletเสียงอ่าน - นิทานธรรม
bulletเกร็ดประวัติศาสนสถาน
bulletประวัติครูบาอาจารย์


สอบถามข้อมูลต่าง ๆ ทาง Chatbox เลยครับ (-/|\-)


Copyright © 2011 All Rights Reserved.