ReadyPlanet.com
dot
dot dot
"รักษาศีล" ทำอย่างไร?

ธรรมะบรรยาย
รักษาศีลทำอย่างไร?

โดย "ผู้ศรัทธา"


ทาน ศีล ภาวนา

การให้ทาน ทำเพื่อ การเสียสละ... สละ...  ละ...  เพื่อปลดกิเลส คือ ความโลภจากจิต
การรักษาศีล ทำเพื่อ ปลดกิเลส ความโลภ โกรธ หลง ออกจากจิต
การภาวนา ทำเพื่อ ให้เกิดปัญญารู้เท่าทัน ไม่ให้จิตหลงไปตาม กิเลส ตัณหา อุปทาน และ อกุศลกรรม

         ฉะนั้น การให้ทาน รักษาศีล และภาวนา ควรทำที่จิต เพราะจิตเป็นเรา ร่างกายไม่ใช่เรา ต้องปฏิบัติให้ "จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" ให้ได้ ให้จิตสั่งกายได้ จะดี
 
         การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ต้องเริ่มจากรักษาศีล
เพราะว่าการทำสมาธิ เข้าณาน มีการทำมานานแล้วก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ ฤาษีทั้งหลายสามารถทำสมาธิจนเหาะได้ หายตัวได้ ทำอะไรต่าง ๆ ได้ตามกำลังของสมาธิที่เรียกว่า "ฤทธิ์" แต่ไม่สามารถบรรลุธรรมไปพระนิพพานได้  จนพระพุทธเจ้าท่านสำเร็จพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ จึงได้สั่งสอนไว้ว่าทางเดินไปสู่พระนิพพาน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เรียกว่า "มรรค 8"

พระท่านสอนว่า : "การรักษาศีล จิตเป็นผู้กระทำ สั่งกาย วาจา ให้เรียบร้อยไปด้วย 
ขณะที่เราพยายามรักษาศีล  ดูศีลของเราอยู่ ขณะนั้น  ช่วงเวลานั้นจะเป็นการทำ
สมาธิไปด้วย   สมาธิที่ใช้ในการระมัดระวังศีลอยู่จะเป็น  สัมมาสมาธิ ที่ทำให้เกิด
ปัญญา  ที่เรียกว่าสัมมาปัญญา  ซึ่งจะสามารถกำจัดกิเลสออกไปจากจิตได้  เป็น
ทางนำไปสู่พระนิพพานได้ ตามที่พระท่านว่า สีเลนะ นิพพุติงยันติ  ตัสมา  ........  
สัมมาสมาธิเท่านั้นที่จะทำให้เกิดสัมมาปัญญา  ขจัดอวิชชาออกไปได้"

(ซึ่งการทำสมาธิไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตา จะเดินหรือทำงานอยู่ก็ทรงสมาธิจิตได้ เพราะจิตเป็นผู้ทำสมาธิ)  
 
         ถ้าทำแล้วจะรู้ว่าศีลแต่ละข้อละเอียดมาก การผิดศีลแต่ละข้อส่งผลต่อผู้ละเมิดอย่างไร ถ้าเห็นชัดแล้วจะไม่กล้าละเมิดศีลเพราะ ผล(กรรม) น่ากลัวมาก ไม่มีใครอยากทุกข์หรอก พยายามรักษาศีลให้บริสุทธิ์กันนะ ศีล ๕ หรือศีล ๘ ก็ได้ พระท่านสอนมา

วิธี "รักษาศีล"

         มีหลากหลายวิธี เลือกให้เหมาะกับตัวเรา ทำแล้วจิตและกายต้องไม่ทุกข์เดือดร้อน  ทำกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ หรือ   คิดดี พูดดี ทำดี "ระวังที่จิต" ระวังใจให้คิดดี ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน รวมทั้งใจตนเองด้วย

        ไม่คิดอิจฉา ริษยา โกรธ เกลียด น้อยใจ  ใจคิดไม่ดีกับใครบ้างหรือเปล่า เราต้องคอยสำรวจดู ถ้าระวังที่ใจไม่ผ่านจะเผลอออกมาทางวาจา ถ้าสกัดกั้นได้ วาจาก็ดีไป ไม่พูดให้ใครเดือดร้อน ไม่นินทาว่าร้าย ผู้อื่น แต่ถ้าสกัดไม่อยู่มันจะออกมาทางวาจา ก็พยายามรู้ตัวหยุดให้ทัน อย่า (ต่อความ) ยาว แล้วกลับไปพิจารณา วันหน้า ชั่วโมงหน้า จะพยายามไม่ให้เกิดขึ้นอีก

         เพราะถ้า ระวังที่วาจาไม่อยู่ กายจะทำตามกิเลสไปด้วย เช่น ไปตี ต่อย ทุบ ทำร้าย เขา กระทืบเท้า  สั่น  ชี้ไม้ชี้มือ หน้าตาก็เปลี่ยนไป  ร้องไห้ หัวเราะเยาะเย้ยเขา เป็นต้น

การฝึก 

         พระท่านแนะนำว่าให้ลองเริ่มที่จะระมัดระวังศีล ช่วงเวลาหนึ่งคือ กำหนดไว้ครั้งละ ๑ ช.ม. เช่น กำหนดที่จะฝึกระมัดระวังศีล เวลา ตี ๕ - ๖ โมงเช้า แล้วพยายามทำให้ได้ ให้บริสุทธิ์จริง ๆ  

         รักษาศีล ๓ ชั้น คือ 

         ๑. ไม่ทำเอง 
         ๒. ไม่ยุยงให้ผู้อื่นกระทำ  
         ๓. ไม่ยินดีที่ผู้อื่นกระทำผิดศีล

         แล้วลองกำหนดที่จะระมัดระวังอีกครั้ง เวลา ๖ โมง ก็ลองฝึกทบทวนระมัดระวังอีก ๑ ช.ม. มีผิดพลาด บกพร่อง ตรงไหน ให้ดูที่จิตเราอย่าไปโทษผู้อื่น (หรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวนำพาให้เราผิดศีล) แล้วเลื่อนเวลาเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ๒ ช.ม. ๓ ช.ม. เมื่อกำหนดและค่อยฝึกทำไป "จิต" ก็จะระวังเต็มวันไปเอง

         ในการทบทวนจะใช้ตอนก่อนนอนทำสมาธิแล้ว  จิตนิ่งดีแล้วก็ได้ เป็นการทบทวนดูว่าใจ วาจา กายเราผิดพลาดตรงไหน  หาเหตุด้วยว่าเพราะอะไร เช่น ใจเราไปไม่พอใจเขา ก็หาสาเหตุว่าเราไม่พอใจเขาเพราะอะไร  เช่น พบว่า เพราะเราไปยึดว่าเขาทำผิดทำไม่ถูก เราไม่ชอบแบบนี้  ก็ตามหาเหตุไปเรื่อยๆ เพราะอะไรเราถึงไม่ชอบ เพราะอะไรเราถึงได้ต้องโกรธ  เพราะอะไร ......  พิจารณาหาไปเรื่อยๆ จะพบเหตุที่แท้จริง นี่คือ การหาเหตุแห่งทุกข์ที่ เรียกว่า "สมุทัย"  เมื่อพบเหตุแล้วจิตมันจะหาทางแก้เอง  จะรู้ทางแก้  ก็พยายามแก้ไป ใช้ความเพียร จนทำได้ในที่สุดก็ถือว่าเราชนะ

         การพิจารณาใจต้องสงบพอสมควรจึงจะเห็น "เหตุแห่งทุกข์"  ส่วนมากทำตอนทำสมาธินิ่งแล้วพิจาณาไป อันนี้ก็เป็นวิปัสสนาเช่นกัน รู้เหตุที่ทำให้เกิด กิเลสตัวไหน เราไปยึดอะไรไว้ เมื่อเห็นเหตุแล้ว จะเห็นทางแก้ ก็จะแก้ได้ถูกทาง เราก็จะพัฒนาจิตเราไปเรื่อยๆ (ต้องใช้วิริยะ เพียรแก้ไป ไม่ยอมแพ้)

การรักษาศีลไม่จำเป็นต้องอาราธนาศีล

        ตั้งใจเมื่อไรก็เมื่อนั้น เวลาไหนก็ได้ และไม่จำเป็นต้องแต่งชุดขาวด้วย เพราะรักษาที่ใจ ทำใจเราให้เป็นศีล   ทำใจเราให้ใสสะอาดก็แล้วกัน  รักษา (ศีล) ที่บ้าน ที่วัด ที่ทำงานก็ได้  จริง ๆ แล้วให้รักษาทุกขณะ ทุกลมหายใจเข้าออก เดินอยู่นั่งอยู่ นอนอยู่ ได้ทั้งนั้น 
 

(admin : ผู้เขียนได้อธิบายเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความเข้าใจ ในศีล ข้อที่ ๖ - ๘ ค่ะ)

        ศีลข้อ ๖ งดอาหารมื้อเย็น

       เพื่อลดความกำหนัดในกาม ก็ดูว่าร่างกายเราหิวหรือไม่ บางคนดูเข้าไปในกระเพาะอาหารว่าน้ำย่อยมันหลั่งหรือเปล่า ถ้าหิวก็ควรจะกินอะไรรองท้อง ถ้าของเบา ๆ ไม่พอ ต้องของหนัก ก็ลาศีลไป ไม่เป็นไร ไม่งั้นร่างกายมันเดือดร้อนจะเป็นโรคกระเพาะอาหารเอา น้ำเปล่า น้ำปานะ (น้ำผลไม้) ดื่มได้ตลอด แต่ถ้าเห็นอาหารแล้วเกิดอยากกิน น่ากิน (ร่างกายไม่ได้หิวนะ)  แต่ต้องอดทนไม่กินเพราะถือศีล ๘ ศีลข้อนี้ก็พร่องไปแล้ว ไม่ขาดแต่พร่อง เพราะเกิดความอยาก เป็นต้น

        ศีลข้อ ๗ การดู ทีวี

        ต้องดูแบบพระที่ท่านดูกัน ดูได้แต่ดูอย่างพิจารณา ดูกิเลส เขาแสดงไปตามบท  มีกิเลสแบบนี้ จึงเป็นแบบนี้ นิสัยแบบนี้ พิจารณาไปตามธรรม ไม่ได้ดูเพื่อความสนุกสนาน หรือผ่อนคลาย 

        ดูแล้วอย่าให้จิตไหลไปตามเรื่องที่ดู มีอารมณ์ร่วมไปด้วย เกลียด โกรธ ยินดี ยินร้ายไปด้วย อันนี้ดูไม่เป็น ดูแล้วต้องได้ประโยชน์นำมาสอนตนเอง

- การแต่งหน้าแต่งตัว ทำได้ แต่งเพื่อความสบายตัว ตามปกติของสังคมที่อยู่ เพื่อไม่ให้แปลกแตกต่าง 
  แต่ต้องไม่แต่งเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามมองว่าเราสวยงาม หรือเพื่อยั่วกิเลสฝ่ายตรงข้ามให้ชอบเราหลงเรา
  รักเรา

- ขณะที่ อาบน้ำ แต่งตัว ให้พิจารณาร่างกาย ภายในภายนอก เป็นธาตุ 4 หรือเป็นของสกปรก เสื่อม เหม็น 
  อาบน้ำสะอาดแล้ว หอมแล้ว ไม่นานก็เหม็น เสื้อผ้าใส่ถูกตัวไม่นานก็เหม็น ร่างกายสกปรก จริง ๆ ก็ไม่ใช่
  ของเรา   อย่าหลงว่าร่างกายเป็นเราเป็นของเรา  เวลาอาบน้ำแต่งตัวก็เหมือนเราอาบน้ำแต่งตัวให้ตุ๊กตา
 
   ทำร่างกายให้สะอาดแล้ว ทำใจให้สะอาดด้วย

         ศีลข้อ ๘ นอนที่นอนสูงไม่เกินคืบ

         หนุนหมอนนุ่ม ๆ ก็ได้ ข้อนี้ไม่ให้ติดความสบายจะขี้เกียจ แต่เวลาทำ ข้อนี้เขาพิจารณาความตายกัน เรานอนตายอยู่ไม่มีอะไรเอาไปได้ ที่นอนก็แค่นี้ ตายร่างกายก็เน่าเปื่อยไป เอาจิตขึ้นไปกราบพระข้างบน ทิ้งร่างกายไว้ที่นี่แหละ

         ศีล ๘ เป็น ศีลของพระอนาคามี  ต้องพิจารณาร่างกาย พิจารณาความตาย  ตัด กามฉันทะ และ โทสะ (ความโกรธ) (สังโยชน์ ๕)




พุทธะ - ธรรมบรรยาย

ทาน ศีล ภาวนา
พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน โดยพระอาจารย์วิชชา กิจจวิชโช วัดป่าวัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน จ.เชียงใหม่ article
ธรรมทาน และ อภัยทาน
"พระโสดาบัน" โดย พระราชพรหมญาณ
"อย่าทนงตน" โดย หลวงพ่อราชพรหมญาณ
หลวงปู่ชาตอบปัญหา แก่พระสุญโญภิกขุ
คำสอนหลวงพ่อจง พุทธัสสโร วัดหน้าต่างนอก
"พัฒนาแต่ทรัพยากรคน ลืมพัฒนาประชาชนที่ครองเมือง" ตอนที่ ๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
กระจกส่องกรรม
นินทานั้นไม่มีโทษ...แก่ผู้ถูกนินทาเลย โดย สมเด็จพระสังฆราช ฯ
“วิกฤตบ้านเมืองวันนี้ โอกาสที่มีควรเป็นของใคร” ตอนที่ ๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
"ก้อนหิน" กับ "เลขหวย" : ธรรมะสวัสดีของหลวงตาเย็น โดย คุณ Jarusuke
"บุญหน้าตาเป็นอย่างไร" : ธรรมะสวัสดีของหลวงตาเย็น โดย คุณ Jarusuke
ธรรมะบรรยาย : หลวงปู่ทองดี อนีโฆ วัดใหม่ปลายห้วย - จิตสู่ภวังค์ (๑) โดย คุณ Mirin
ชนะใครไม่เท่าชนะใจตนเอง โดยพระมิตซูโอะ คเวสโก 2 ก.พ.52
บางส่วนจากหนังสือ“มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี
ลักษณะของ "คู่สร้างคู่สม" (puyka)
โดยมาก"อยากเป็นพระพุทธเจ้า"มากกว่าการช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ (copy)
เทวดาถามคำถาม : deva asked for dhamma (copy)
เข้าใจผิดเรื่องการบรรลุธรรม (TH-ENG) (copy)
การใช้ถ้อยคำของพระพุทธองค์ (copy)
"เจแต่กาย" แต่ "ใจไม่เจ"



[1]

ความคิดเห็นที่ 2 (136139)

ขออนุโมทนาสาธุ  อนุโมทนาสาธุ  อนุโมทนาสาธุ 

ผมขอเสริมได้ไหมครับ 

คือผมเป็นนักปฏิบัติคนหนึ่งแต่ก็ยังหางไกลกับมรรคผลอยู่มาก ก็พยายามมีสติคอยดู อยู่กับปัจจุบันไปเรื่อย ๆ ตามคำสั่งคำสอนตามแนวที่กำลังบุญบารมีจะสงเคราะห์ให้ตราบใดที่เราเดินทางอยู่(ถูกทาง )เชื่อว่าคงถึงปลายทางเป็นที่สุด  ผมได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย จากอาจารย์ ศิริพงษ์ ท่านอิงจากพระไตรปิฏก กล่าวถึงการรักษาศีลขั้นแรกต้องกล่าวรับศีลก่อน ท่านเปรียบกับคนใส่เสื้อ-ไม่ใส่เสื้อ ถ้าเราไม่ใส่เสื้อแต่คิดว่าใส่เสื้อสรุปว่าเราไม่ใส่เสื้อ  ถ้าเราใส่เสื้อแต่คิดว่าเราใส่เสื้อสรุปว่าเราใส่เสื้อ  ยิ่งเราเป็นผู้มีกำลังน้อยด้วยการกล่าวจะเป็นตัวผูกจิตให้น้อมถึงข้อศีลเป็นอย่างดี  ผมขอได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นด้วยปัญญาอันนิด การที่จะให้จิตน้อมรับแนบสนิทจริง ๆนั้น ก็ต้องมีสัญญาความรู้นั้นเข้าใจเค้าจริง ๆเหมือนเปิดของคว่ำให้หงาย จึงเกิดศรัทธายอมรับจริง ๆ แล้วนั้น (สำหรับผู้เริ่มปฏิบัติยิ่งสำคัญมาก)  ศีลมันอยู่ที่ใจเป็นความจริงครับแต่จะให้มันอยู่ที่ใจ เต็มเปรียมนะไม่มีข้อแม้เหมือนเป็นธรรมชาติจริง ๆนะทำให้ได้     

ขอแสดงความคิดเห็นไว้แค่นี้นะครับ   

สิ่งใดหรือธรรมใดที่ข้าพเจ้ากล่าวผิดหรือคลาดเคลื่อนไปจากพระธรรมขอพระรัตนไตยได้โปรดอดโทษแก้ข้าพเจ้าด้วยเทรญ                                           

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นฤเทพ (นะ) (narutep1-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-08-13 16:44:31


ความคิดเห็นที่ 1 (36778)

สาธุ...สาธุ...สาธุ...

อนุโมทนาครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น seeker วันที่ตอบ 2009-05-07 11:44:05



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


dot
หัวข้อหลัก
dot
bulletพุทธะ-ธรรมบรรยาย
bulletรวมบทสวดมนต์ และพระคาถา
dot
สาระน่ารู้
dot
bulletเสียงอ่าน - นิทานธรรม
bulletเกร็ดประวัติศาสนสถาน
bulletประวัติครูบาอาจารย์


สอบถามข้อมูลต่าง ๆ ทาง Chatbox เลยครับ (-/|\-)


Copyright © 2011 All Rights Reserved.