ReadyPlanet.com
dot
dot dot
“วิกฤตบ้านเมืองวันนี้ โอกาสที่มีควรเป็นของใคร” ตอนที่ ๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)

บทคัดลอกจากซีดีธรรมะบรรยายชุด  
“วิกฤตบ้านเมืองวันนี้ โอกาสที่มีควรเป็นของใคร”
บรรยายโดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) 
วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม


เรื่อง ตอนที่ ๑ ขึ้นยืนบนภู ดูเขาสู้กัน
ตอบคำถามและพูดคุยกับพระนวกะ   เมื่อค่ำวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๑
คัดลอกโดย Mirin

ท่านป.อ.ปยุตโต : นี่ ก็จะมีอะไรถามมั้ยละวันนี้?

พระนวกะ : ขออนุญาตเรียนถามพระเดชพระคุณหลวงพ่อเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทยในปัจจุบันนี้นะครับ ไม่ทราบหลวงพ่อได้ข่าวเรื่องที่มีเหตุการณ์ที่ใช้ความรุนแรงกัน เลยอยากจะขอทราบความคิดเห็นของพระเดชพระคุณหลวงพ่อนะครับ และก็ที่เขียนมาว่าประชาชนคนไทยควรวางท่าทีอย่างไร หรือแม้แต่พระเองนะครับ ควรจะคิดอย่างไรกันนะครับ และก็ขอทราบทางออกและแนวทางแก้ไขว่าควรเป็นอย่างไรด้วยครับ

ท่านป.อ.ปยุตโต : โอ...ถามเรื่องใหญ่ ต้องพูด ต้องคิด ต้องพิจารณาหลายอย่าง อย่างตอนนี้ถึงกับมีการอยากให้พระไปพูดไปอะไร ที่จริงก็มีพระไปพูด ไม่ทราบว่าอย่างไร และก็ ถึงกับมีการก้าวไปขั้นหนึ่งว่าจะเน้นเรื่องนี้ จะหาพระ นิมนต์พระไปพูด คือถึงจะนิมนต์พระไป น่าเกรงว่า ถึงขั้นที่ แม้แต่พระพุทธเจ้ามาตรัส เขาจะฟังกันหรือไม่

         ถ้าหากว่าแม้แต่พระพุทธเจ้ามาตรัส เขาก็ยังไม่ฟังเลย และเราเป็นพระองค์ไหนก็ตามไปพูด เขาจะฟังทำไมใช่มั้ย? มันก็จะไม่มีความหมาย นี่ก็เป็นแง่ที่จะต้องคิดพิจารณา วางท่าทีให้ดี อย่าไปนึกว่าเขาจะฟัง คือคนนี่ถ้าใจมันตั้งว่าจะไม่ฟังซะแล้วนี่ มันไม่เอาทั้งนั้นแหละ เชื่อมั้ย? เพราะมันไม่รับเข้าไปพิจารณา

แต่ในขั้นต้นพระพุทธเจ้าเวลาจะทรงสอนนี่ จึงต้องมีการพูดจากันก่อน
ข้อสำคัญก็คือให้เขายอมรับฟัง ยอมรับ และก็รับฟัง

         แต่ในขั้นต้นพระพุทธเจ้าเวลาจะทรงสอนนี่ จึงต้องมีการพูดจากันก่อน ข้อสำคัญก็คือ ให้เขายอมรับฟัง “ยอมรับ” และก็ “รับฟัง” 

         พอเขารับฟังมันก็พอไปกันได้ นี่ถ้าหากว่าเขาเกิดศรัทธา ก็จะมีความตั้งใจกันเลยทีเดียว เอาแค่ว่ารับฟังก็ยังดี พอมีการรับฟังได้มันก็จะเริ่มต้นได้ พอพูดไปสักเดี๋ยว อย่างพระพุทธเจ้าตรัสกับคนที่เขายอมรับฟังนี่ พอเขาเกิดศรัทธาคราวนี้แล้วเขาตั้งใจฟัง

         ก็ดูแต่นี่อย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ พระองค์ก็ระลึกถึงว่าพระองค์จะไปแสดงธรรมแก่ใคร ก็นึกถึง  อาฬารดาบส กาลามโคตร  (อา-ลา-ระ- ดา-บด กา-ลา-มะ-โคต)  อุททกดาบส รามบุตร  (อุ-ทะ-กะ-ดา-บด ราม-มะ-บุด) นี้  ตามพุทธประวัติ ว่าพระองค์เคยไปทรงศึกษายังสำนักของท่าน พระองค์ก็ระลึกถึง นี่แสดงว่าพระพุทธเจ้าระลึกถึงผู้ที่มีคุณความดีต่อพระองค์ อ้าว...ก็ปรากฏว่าทั้งสองท่านนี่สิ้นชีวิตแล้ว ก็นึกต่อมานึกถึงปัญจวัคคีย์  ที่เคยมาอยู่อุปัฏฐาก  พระองค์ ว่าตอนนี้ เอ่อ...เขายังอยู่และเขาก็ไปไหนหนอ ก็ทรงระลึกได้ว่าเขาไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (อิ-สิ-ปะ-จะ-นะ-มะ-รึ-คะ-ทา-ยะ-วัน)  ที่เขาไปนั่นก็เพราะว่า เขาหนีจากพระองค์ไป เขาไม่พอใจ เขาหมดความเลื่อมใส แต่ก่อนนี้เขาไปอยู่กับพระองค์ด้วยศรัทธา แต่ศรัทธานั้นเป็นศรัทธาที่ไม่ตั้งอยู่บนฐานของเหตุผล เป็นศรัทธาตามลัทธิโหราศาสตร์ ก็คือ ทำนายว่าพระพุทธเจ้านี่ ถ้าออกบรรพชาจะเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ออกบรรพชาจะเป็นพระจักรพรรดิ เขาเชื่อตามตำราพราหมณ์ เขาก็เลยมีศรัทธาในแบบนั้นซึ่งไม่ถูกต้อง ก็บวช มาอยู่กับพระพุทธเจ้า ทีนี้ศรัทธาในแบบนั้นมันก็ต้องเป็นไปตามแบบแผนของพราหมณ์ ก็คือ เชื่อว่าพระพุทธเจ้าจะต้องไปทำอย่างงั้น อย่างงั้น อย่างงั้น 
ทีนี้พระพุทธเจ้าไม่ทำตามแนวทางที่เป็นความเชื่อเก่า เขาก็เลยตีจาก หนีเลย ก็ตีจากหนีไปอยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน บอก

“หมดแล้ว พระสมณโคดมนี่ ไม่มีทางแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะนี่ หมดความเลื่อมใส”

นี้พระพุทธเจ้าทรงระลึกถึง ก็จะเสด็จไปโปรด พอไปถึงเห็นมา เขาก็ตั้งใจกันแหละ ไม่อยากจะต้อนรับ เพราะเห็นว่าพระองค์นี่ เขาเรียกว่า คลายความเพียร เวียนมาเพื่อความเป็นคน เห็นแก่เรื่องของความสุข การเสพบริโภคอะไรแบบนั้น เพราะพระองค์หันมาเสวยภัตตาหาร ไม่มีทางล่ะ ก็เลยตั้งใจนัดหมายกันจะไม่ต้อนรับ แต่เพราะความที่เกรงพระทัย และก็พระองค์มีลักษณะที่เขารู้สึก ทนไม่ได้ที่จะแสดงไม่ดี เขาก็เลยต้องต้อนรับ แต่เขาก็ไม่ยินดีจะฟัง นี่ก็เลยต้องมีการพูดกันเริ่มต้น

ศรัทธานี้พระองค์ก็เอาไปเป็นบันไดไต่ไปสู่ปัญญา
ไม่ใช่มุ่งจะไปให้เขาเชื่อ

         นี่ตอนนี้ก็สำคัญ คำตรัสของพระองค์ที่บอกว่า

“...เคยไหมที่เราพูดอย่างนี้”

         ก็เป็นจุดที่ไปสะกดใจ กระตุก ให้เกิดความนึกว่า เอ๊ะ จะต้องมีอะไรพิเศษ พระพุทธเจ้าจะต้องค้นพบอะไร ก็เลยเอ่อ ลองฟังดู ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ว่า เริ่มมีจิตที่จะรับฟัง พอมีจิตรับฟัง พระพุทธเจ้าก็เริ่มได้ เริ่มแล้วพระองค์ก็ตรัสไป มีความศรัทธาเลื่อมใสก็เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น และศรัทธานี้พระองค์ก็เอาไปเป็นบันไดไต่ไปสู่ปัญญา ไม่ใช่มุ่งจะไปให้เขาเชื่อ เอาศรัทธาเป็นเพียงสะพานต่อไปหาปัญญาเท่านั้น ในที่สุดท่านก็เข้าใจ ก็เลยเลิกความเชื่อแบบเก่า นี่ข้อสำคัญก็คือ ต้องให้รับฟัง ถ้าเราจะพูด ก็ต้องมีอะไรเป็นเครื่องหมายว่าจะรับฟังกันก่อน ไม่ใช่พูดเรื่อยเปื่อย พูดแล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

         นี่ ก็เลยบอกว่า สถานการณ์ตอนนี้ สภาพจิตของคนทั่วไปจะเป็นแบบนั้น นี่ในแง่ที่ว่าถ้าจะเอาพระไปพูดนี่ ก็จะเป็นอย่างนี้หรือไม่ ก็คือว่า ถึงตอน ถึงขั้นที่เขาจะไม่ฟังแม้แต่พระพุทธเจ้า ก็ต้องให้เขาตั้งใจรับฟัง เปิดจิตขึ้นมาก่อน  นี่อีกแง่หนึ่ง

         ในสถานการณ์ที่ทั่วไปของเขาเอง เราจะเห็นว่า ได้มาถึงขั้นที่ เป็นฝ่ายชัดเจน สองข้าง แล้วก็มีความหมายมั่น ภาษาพระท่านใช้คำว่า “มีความหมายมั่น”  หมายมั่นอย่างไงก็คือ หมายมั่นว่าจะต้องเอาชนะ  ต้องชนะให้ได้ ยอมกันไม่ได้ และมันไม่ใช่เป็นเพียงความหมายมั่นที่ตั้งใจจะเอาชนะเท่านั้น แต่มันกลายเป็นว่า ได้สร้างเงื่อนไขแก่ตนเองด้วย คือ พวกนี้ได้นำตัวเข้าสู่สถานการณ์ที่เกิดเงื่อนไขว่าแพ้ไม่ได้ เพราะถ้าแพ้แล้วมันจะเกิดปัญหาอะไรต่ออะไรแก้ตัวเองอีกใช่มั้ย ไปบีบให้ตัวเองต้องชนะอย่างเดียวแพ้ไม่ได้ นี่ถ้าเราจะไปแก้ปัญหานี้จะต้องไปคลายเงื่อนไขนี้ คือ ให้รู้สึกว่า เอ่อ.. มันยอมได้นะ อือ ถึงไม่ชนะมันก็ไม่เป็นไรนะ (หัวเราะ) อย่างงี้ ไม่งั้นแล้วมันก็ยอมไม่ได้ มันก็ต้องพูดจาให้ชัด ให้เปิดเผย ในจุดนี้มันจะไม่กล้าพูด เจ้าตัวเขาก็ไม่กล้า พูดไม่ได้ใช่มั้ย ไอ้เงื่อนไขที่เขาแพ้ไม่ได้นี่เขาพูดไม่ได้ ทีนี้ว่าคนที่จะไปพูด ที่ไปแก้ไขปัญหาต้องรู้ทันแล้วไปถามให้เขาเบาใจ ว่าอย่าไปติดกับไอ้เรื่องที่จะต้องแพ้อะไรนั่นเลย เพราะว่าตอนนี้มันเป็นเรื่องว่า “อย่าเอาชัยชนะของคุณเป็นความแพ้ของประเทศชาติ” อย่างที่ในหลวงตรัส อันนี้ก็ชัดพระองค์ก็เคยตรัสตั้งแต่ครั้งก่อน เห็นวิทยุเอามาออกด้วยนิ แต่ก็ไม่เห็นปฏิบัติกัน

การแก้ปัญหาเราก็อาจจะเริ่มด้วย เตือนกันก่อนให้มาพิจารณา

         ก็เอาละนะ ก็คือตอนนี้มัน เข้าสู่สถานการณ์ที่มีความหมายมั่น ว่าจะต้องชนะทั้งนั้นแพ้ไม่ได้ ทีนี้จะทำอย่างไง

         ในการแก้ปัญหาเนี่ย เราก็อาจจะเริ่มด้วย เตือนกันก่อน ให้มาพิจารณา ก็ในเมื่อจะหมายมั่นต้องเอาชนะกันเนี่ย มันก็รู้อยู่แล้วว่าที่จริงนั้น เราทำเพื่ออะไร แต่ละฝ่ายนี้ก็ต้องตระหนัก ในจุดมุ่งหมายแต่ละฝ่ายก็อ้างว่าตัวเองเนี่ย รักประเทศชาติ ทำเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน ก็เรียกว่าทำเพื่อชาติและประชาชน เป้าหมายอยู่นั่น อย่างน้อยก็เป็นข้ออ้าง แต่อย่าให้เป็นแค่ข้ออ้าง ต้องให้เป็นความจริง

         เพราะฉะนั้น ไอ้ความชนะของคุณนั้นไม่ใช่ จุดหมายที่แท้แน่นอน จุดหมายที่แท้นี้จะต้องเป็น ประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน แล้วชัยชนะของคุณนั้นพิสูจน์ได้ไงว่าจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน แต่มันพิสูจน์ได้ในทางตรงข้ามมากกว่า ถ้าคุณชนะ มันก็ไม่ชนะจริง เพราะมันต้องย่อยยับอีกฝ่ายหนึ่ง ก็คืออย่างที่บอก มันก็ต้องพังกันไป และผู้ที่เสียหายก็คือประเทศชาติ ประชาชน

         เพราะฉะนั้นจึงบอกว่าไม่มีใครชนะ มีแต่แพ้ ก็คือประเทศชาติ ประชาชน หรือคนไทยทั้งชาตินี่ แพ้แน่นอน ฝ่ายไหนชนะก็ตาม แต่ว่าคนไทยทั้งชาตินี่แพ้  อ้าว!  แล้วไหนบอกว่าทำเพื่อคนไทยทั้งชาติ งั้นก็ผิด ถ้างั้นจะให้เป็นชัยชนะต้องให้เป็นชัยชนะของคนไทยทั้งชาติให้ได้ มิฉะนั้นจะเป็นความเสียหาย 

         ทีนี่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น เราก็ลองมาวิเคราะห์ เริ่มแต่ข้อปลีกย่อยไปที่ตัวคนแต่ละคน ผู้ที่มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ ก็ มอง ตีวงแคบเข้าไปก็คืออยู่ที่ สองฝ่ายนั่นแหละ คนสองฝ่ายนี้ก็ต้อง ตรวจดูตัวเอง วิธีดูง่าย ๆ ที่ตัวแต่ละคนก็คือ กาย วาจา  ใจ หลักการมันก็มีอยู่แล้ว คือ

ใช้ 3 อย่างนี้…ตรวจสอบแต่ละคน แล้วก็ตรวจสอบตัวเองได้เลย
“กาย” จะต้องไม่มีการกระทำที่รุนแรง
“วาจา”...ต้องใช้วาจาที่ถูกต้อง อย่าใช้วจีทุจริต
“ใจ”...ต้องมีความจริงใจ

         “กาย” ก็จะต้องไม่มีการกระทำที่รุนแรง เราถือโดยหลักธรรมมันก็รุนแรงไม่ได้อยู่แล้ว หรือไม่ต้องเอาหลักธรรม เอาหลักทั่วไปของสากลก็ถือว่าต้องไม่รุนแรง และก็ในแง่ของวัฒนธรรมไทย ก็ถือว่า คนไทยนี่ เป็นคนที่ ไม่รุนแรง ก็ต้องสามารถรักษา วัฒนธรรม หรือจะเรียกว่า "เอกลักษณ์" ที่ดีงามของคนไทยอันนี้ไว้ให้ได้อย่าให้เสีย ถ้าเสียก็เป็นความแพ้ชนิดหนึ่งเหมือนกันละ ว่าไม่สามารถรักษาเอกลักษณ์ไทยที่ เป็นคนไม่รุนแรงนี้

         ฉะนั้นถ้าฝ่ายไหน ทำการอะไรที่เป็นรุนแรงขึ้นมา นั่นคือ ความแพ้ที่เกิดขึ้นทันที ฉะนั้นต้องเตือนตัวเองทันทีว่ารุนแรงไม่ได้ ใครทำรุนแรงก็คือ ความพ่ายแพ้เกิดขึ้นแล้ว และต้องหยุด ก็นับคะแนนได้เลยว่าแพ้กี่ครั้งแล้ว นี่ก็เอาในแง่กายก่อนนะ รุนแรงไม่ได้

         ทีนี้สอง “วาจา” วาจาเนี่ยเดี๋ยวนี้เขามีศัพท์อันหนึ่งเรียกว่า “วาทกรรมทางการเมือง” คือว่า เวลาพูดอะไรเนี่ย ก็เอาดีเข้าตัว ว่าอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่งั้นก็เลี่ยงประเด็น เวลาจะพูดมาเรื่องเกี่ยวกับตัวเองก็เลี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่น คืออันนี้เดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องที่ว่าการเมืองพูดกันแบบนี้ คือพูดง่าย ๆ ก็คือพูดแบบการเมือง

         ทีนี้พูดแบบการเมืองคนก็ได้ยินกันทั่วแล้วนะ ภาษาการเมืองก็เป็นภาษาที่คนเขาหมายความว่าเป็นการพูดแบบไม่จริงใจ ใช่มั้ย? 

         พูดแบบการเมืองก็คือ พูดแบบไม่จริงใจ !!

         เพราะฉะนั้นจะต้องพูดแบบตรงไปตรงมาว่ากันแบบชัดเจน วาจาที่มีความปรารถนาดี มุ่งประโยชน์ของส่วนรวมจริง ๆ นี่ให้มันชัดออกมา คนฟังเขาก็รู้นี่ว่าพูดแบบการเมืองหรือไม่ ใช่มั้ย? 

         เพราะงั้นคุณก็อย่าพูดแบบการเมือง อย่าใช้วาทกรรมการเมือง แล้วก็อย่าพูดแบบ ใช้วาจาเสียดสีกัน วาจาหยาบคาย ทางพระเรียกว่า “วจีทุจริต”  วาจาเท็จนี้แหละพูดไม่จริงก็วจีทุจริต วาจาหยาบคายก็ทุจริต วาจาส่อเสียดก็ทุจริต วาจาสร้างความแตกแยกก็ทุจริต

         ที่จริงในหลักพระศาสนาเรื่องวาจาท่านคลุมไว้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อจะทำการเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมนี่ เราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเราทำสิ่งที่ดีงาม ใช่มั้ย?  ทำสิ่งที่ถูกต้อง คุณก็ต้องใช้วาจาที่ถูกต้อง อย่าใช้วจีทุจริต เอ้า...อันนี้เป็นกลาง ๆ เราไม่ต้องไปเข้าข้างไหนละ หลักการมันพิสูจน์ตัวมันเอง

         แล้วก็ต่อไปก็ “ใจ” เมื่อกี้กายกรรม แล้วก็วจีกรรม แล้วก็มโนกรรม  มโนกรรมทางใจ  ก็ต้องมีความจริงใจ จริงใจต่ออะไร จริงใจต่อประเทศชาติ จริงใจต่อประชาชน

         แล้วจริงใจต่อประชาชนประเทศชาติอย่างไร ก็คือจริงใจต่อจุดหมาย จุดมุ่งหมายที่ว่าทำนี้เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติแท้ ๆ

         อ้าว...ทีนี้จริงใจนี่ก็หมายความว่าเรามุ่งไปจุดหมาย ไม่ใช่มีเป้าหมายซ่อนเร้น บางทีเนี่ยไอ้จุดหมายที่อ้างเป็นอย่างหนึ่งมันมีเป้าหมายที่ซ่อนเร้นขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง อันนี้คุณจะต้องไม่มี ใช่มั้ย?  เป้าหมายซ่อนเร้นมีไม่ได้ ถ้ามีอยู่ก็ต้องรีบแก้ไข ปรับปรุงตัวเอง เอาเป้าหมายที่มันปลอม มันไม่จริงนี่ ซ่อนเร้น แอบแฝงนี่ออกไปเสีย มุ่งสู่จุดหมายที่แท้จริง แล้วก็อย่างน้อยก็ไม่มุ่งที่เอาชนะ มุ่งที่ประโยชน์สุขของประเทศชาติ ประชาชนแท้จริง อันนี้ก็เป็นการตรวจสอบแต่ละคน แล้วตัวเองก็ตรวจสอบตัวเองได้เลย ใช้สามอย่างนี้ กาย วาจา ใจ อันนี้เราดูลงมาที่ส่วนแคบ มาที่แต่ละคน

         ทีนี้ก็มองดูกว้างออกไปละ ตอนนี้เราบอกว่าเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย ประชาชนเป็นใหญ่ แม้แต่ทำการนี่ก็ต้องอ้างว่าทำเพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติหรือส่วนรวม งั้นประชาชนนี่จะต้องเป็นใหญ่ในเรื่องนี้ด้วย แล้วเป็นใหญ่อย่างไรละ

...ประชาชนเป็นใหญ่อย่างไรละ

         ก็คือว่า

         หนึ่ง เราต้องมองที่ประชาชน ไม่ใช่ไปมองที่สองฝ่ายนั้น นี่เป็นจุดเริ่มต้น และเป็นหลักด้วย ส่วนสองฝ่ายนั้นเป็นส่วนปลีกย่อย ประชาชนจำเป็นต้องเป็นตัวยืนพื้นประชาชนเป็น ส่วนใหญ่เป็นเป้าหมาย เป็นจุดหมาย เพราะว่าเราบอกว่าเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ใช่มั้ย? 

         เอ้า ก็เพื่อประชาชน ประชาชนเป็นใหญ่เป็นเจ้าของเรื่อง เขาทำเพื่อประชาชน เอ่อ เราก็ตั้งประชาชนเป็นหลัก ประชาชนเป็นหลักนี่ แล้วมันมีอันหนึ่งที่สำคัญ ก็คือประชาชนทั้งหมดนี่ เราพูดได้ว่ายังรวมเป็นอันเดียวกัน แม้จะดูข้างนอกว่าแตกแยก ก็คือว่าประชาชนนี่มีจุดมุ่งหมายว่า เพื่อประโยชน์อย่างน้อยก็ของตัวเองของเรา ของประชาชนนี่ แล้วก็ประชาชนก็มุ่งไปที่ว่า มองกว้างก็คือ เพื่อประเทศชาติ

         โดยรวมแล้วทั่วไปนี่ ประชาชนทั้งหลาย คนทั้งหลายนี้ก็ยังต้องการประโยชน์สุขของประเทศชาติอยู่ นั่นมองรวมแล้วนี่ประชาชนยังมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างน้อยก็ดูนี่ มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน อ้าว!! แล้วคุณจะไปแตกแยกทำไม ที่แตกแยกนี่มันผิดจุดแล้ว มันไปมองในแง่ที่ตอนไปเข้าข้าง แต่ถ้ามองให้ดีแล้ว เรายังเห็นทางแก้ไข ก็คือโดยแท้แล้วเขายังมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็คือว่าเขามีจุดหมายร่วมกัน เป็นแต่เพียงว่าตอนนี้ เขาไปมองเขวไป ไปมองไอ้ที่ สองฝ่ายนั่นซะ แทนที่จะมองที่ เอ่อ! พวกเราเองประชาชนทั้งหมดนั้นยังมีจุดหมายรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนะ เราจะเป็นอันเดียวกัน เอาละนะหนึ่งเรามีจุดรวมต้องเป็นอันเดียวกัน

เราก็ต้องเป็นผู้ตรวจสอบเขา
ไม่ใช่เขามาเป็นผู้ที่จะมาชักพาหรือจะมาเอาเราเป็นเครื่องมืออะไร…

         สอง การปกครองประชาธิปไตย ก็อย่างที่บอกเมื่อกี้ ก็คือว่าประชาชนเป็นผู้ปกครองประเทศ เอ้า ก็เราเป็นผู้ปกครองและเราก็เป็นใหญ่นี่ เมื่อเราเป็นใหญ่จะทำไง ตั้งต้นแต่ว่า เขาต้องทำเพื่อเรา และเขาก็อ้างเราด้วย อย่าให้อ้างฟรี ๆ ไม่ใช่ไปอ้างทำให้เสียหาย คุณต้องอ้างให้ถูก แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเขาอ้างถูก เราก็ต้องเป็นผู้ตรวจสอบเขา

         ไม่ใช่เขามาเป็นผู้ที่จะมาชักพาหรือจะมาเอาเราเป็นเครื่องมืออะไรไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ประชาชนตอนนี้ หนึ่ง ใจยังรวมเป็นอันเดียวแล้วก็ในฐานะเป็นผู้ปกครองก็ต้องไปพูดไปมองดูเขา มันก็จะมีเรื่องมองหลายอย่าง คือพวกนี้ถ้าจะทำการเขาก็อ้างประชาชนเพื่อประโยชน์สุขของประชา

         มองในแง่หนึ่งก็คือ จะเป็นรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายอะไรก็แล้วแต่ ฝ่ายไหน ฝ่ายไหน พวกคุณนี่ต้องเป็นเครื่องมือของประชาชนที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์สุขของประเทศชาติ เอ๊ะ เราทำผิดจุด

         พวกฝ่ายพวกนี้มาเอาประชาชนเป็นเครื่องมือ แล้วมันก็ผิดละซิ แหน่ เพราะฉะนั้นไม่ได้ อย่าให้ประชาชนกลายไปเป็นเครื่องมือของฝ่ายไหนทั้งสิ้น คุณจะต้องมาเป็นเครื่องมือของฉัน ตอนนี้คุณเป็นเครื่องมือของฉันมั้ย แต่อย่างไงก็ตามอย่างน้อย อย่าเอาฉันไปเป็นเครื่องมือ ไม่ได้!  ตั้งหลักตรงนี้ให้ดีนะ คุณจะต้องเป็นเครื่องมือของฉัน

การตรวจสอบที่ถูกต้องนะเขาไม่เอาคนมาวัดกัน
...พระท่านไม่เอาหรอก ท่านเอาธรรมวัด
เอาหลักการ เอาความถูกต้องขึ้นตาชั่งเลย

          ทีนี้เมื่อเป็นเครื่องมือแล้วคุณได้เป็นเครื่องมือที่ถูกหรือเปล่า  เครื่องมืออันนี้มันจะให้สำเร็จผลที่จะทำให้สร้างสรรค์ประโยชน์สุขของส่วนรวมได้หรือเปล่า 

         เอ่อ ถ้ามันเกิดไปใช้ผิดมันก็เสียหายนี่ ใช่มั้ย? 

         เอ่อ มันก็กลายเป็นเครื่องบั่นทอนประโยชน์สุขของส่วนรวม มาตีกันเองประชาชน ใช้ไม่ได้ละ? 

         ทีนี้ในการที่จะดูว่าเขาเป็นเครื่องมือของเราหรือเปล่า เราก็ต้องพิสูจน์ ทั้งประชาชนพิสูจน์เขาและเขาต้องพิสูจน์ตัวเอง ประชาชนก็ดูซิ ตอนนี้เราไม่มีหน้าที่จะไปเป็นฝักฝ่ายข้างไหนทั้งสิ้น แต่เราต้องตรวจสอบละ ตรวจสอบไม่ว่าฝ่ายไหนทั้งนั้น และการตรวจสอบที่ถูกต้องนะเขาไม่เอาคนมาวัดกัน ถ้าเอาคนมาวัดกันนี่ แย่!

         ตอนนี้ปัญหามันอยู่ที่เอาคนมาวัดกัน มันก็ยุ่งนะซิครับ ทางพระท่านไม่เอาหรอก ท่านเอาธรรมวัด เอาหลักการ เอาความถูกต้องขึ้นตาชั่งเลย หลักการของพิพากษาตุลาการเขาต้องใช้อย่างนี้ เขาไม่เอาคนมาวัดกัน เขาเอาหลักการ เอาหลักธรรม เอากฎหมายมาตั้งเป็นเกณฑ์ ใช่มั้ย?

         แล้วก็เอาไอ้คนนั้นนะมาขึ้นตาชั่งอีกที แล้วก็วัดด้วยกฎหมาย วัดด้วยธรรม  จะวัดด้วยนิติธรรมหรือวัดด้วยหลักธรรมที่แท้ก็แล้วแต่

         เอ้า เราก็เอาธรรมมาวัด ทีนี้พอวัดอย่างนี้เราไม่เอาคนมาวัดกันเนี่ย เราจะวัดการกระทำแต่ละอย่าง ไอ้การกระทำอันนี้ ฝ่ายไหนทำก็ตาม ไม่ถูก เราจะพูดได้เลย แล้วมันจะไม่ใช่กลายเป็นว่าฝ่ายนี้ดี ฝ่ายนี้ไม่ดี ทั้งสองฝ่ายนะมันมีทั้งถูกทั้งผิด แกทำอันไหนผิด แกต้องแก้ แล้วฉันต้องบอกว่าอันนี้ไม่ถูก แล้วเป็นการกระทำของฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นก็ต้องแก้

         ไม่ใช่พอไอ้ฝ่ายไหนตัวชอบก็ไอ้ฝ่ายนั้นทำอะไรดีหมด ฝ่ายไหนตัวไม่ชอบทำอะไรเสียหมด ถูกมั้ย?  เวลานี้คนมันเป็นอย่างงั้น ที่มันเสียมันไม่พัฒนาเนี่ย ตอนนี้มันอยู่ในโอกาสที่จะพัฒนาประชาชน เพราะว่าในเรื่องทั่วไปที่เป็นมาก็คือ ประชาชนคนทั่วไปเป็นอย่างงี้ คือไม่รู้จักพิจารณาแม้แต่เรื่องของการใช้ธรรมะ ไปวัดคน เข้าข้างกัน ชอบข้างไหน ข้างนั้นทำอะไรดีหมด ไม่ชอบข้างไหน ข้างนั้นทำอะไรเสียหมด ทางพระท่านไม่เอาด้วย ท่านเอาการกระทำของเขามาวัด ไม่ต้องไปวัดคน วัดการกระทำของเขา การกระทำอันนี้เป็นของใครก็ตามก็ไม่ถูก ก็ไม่ถูก เอ้า นี่ก็ต้องวัดกันไปอย่างนี้ แล้วเราก็จะเห็นอะไรสว่างขึ้นมา และก็ลดไอ้การถือข้างถือฝ่ายลงไป

         ทีนี้สำคัญฝ่ายผู้กระทำนั่นเหละที่เป็นข้างเป็นฝ่ายต้องพิสูจน์ตัวเอง พิสูจน์อย่างไรละ เอ้า ก็คุณรู้อยู่แล้วอะไรถูกต้อง อะไรชอบธรรม เมื่อคุณบอกว่า คุณจะสร้างสรรค์สังคมที่ดี จะทำสิ่งที่ดีงาม นำสิ่งที่ดีงามมาให้แก่สังคม ทำเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน มันก็ต้องพิสูจน์ตั้งแต่สิ่งที่เห็นในบัดนี้ คุณต้องทำเป็นตัวอย่างก่อน ต้องทำสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เป็นธรรม สิ่งที่ถูกต้อง จะโดยนิติธรรม หรือโดยศีลธรรม โดยอะไรก็แล้วแต่ ใช่มั้ย? 

          ธรรมมีหลายธรรม  อย่างต่ำก็นิติธรรมนี่แหละ นิติธรรมนั้น ถ้ามันไม่ชอบ ใจเขาก็มาตกลงกันเลย ฉันจะขอฝ่าฝืนกฎหมายนี้โดยขอแก้ แต่ถ้าเป็นกฎหมายที่ยุติกันว่าเป็นธรรม แล้วก็ทุกคนจะต้องปฏิบัติ คนอื่นปฏิบัติแต่พวกคุณมาไม่ปฎิบัติ ไม่ได้ อันนี้ไม่ได้ นิติธรรมนี้ต้องเป็นเกณฑ์วัด ถ้าอันไหนไม่เป็นธรรม ไม่ถูกต้อง ก็ต้องทำเป็นตัวอย่างว่าคุณนี่ปฏิบัติตามธรรม และถ้าหากว่าแม้แต่นิติธรรมข้างต้นที่ถือเป็นหลัก ถ้าคุณยังไม่ทำแล้วจะไว้ใจต่อไปอย่างไรละ ใช่มั้ย? 

         พอมีอำนาจขึ้นแล้วจะไปไว้ใจได้อย่างไร แม้แต่บัดนี้ก็ยังไว้ใจไม่ได้ อันนั้นก็เป็นเรื่องที่ว่าจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็น แล้วก็ทำตั้งแต่บัดนี้ ไม่ใช่ไปรอว่าให้สำเร็จงานของฉันก่อน แล้วฉันจึงจะทำ ถ้าบัดนี้ตั้งแต่ธรรมะในขั้นพื้นฐานแล้วคุณยังไม่ทำ แล้วฉันจะไปเชื่อได้อย่างไงว่าคุณจะทำต่อไป ใช่มั้ย?  คุณก็มีข้ออ้างได้ตลอด  พอถึงตอนนั้นก็อ้างอีกแหละ ไม่ทำ เพราะฉะนั้น ถึงต้องทำเป็นตัวอย่างกัน การพิสูจน์กันต้องมีอันนี้แน่

การดู... ไม่ใช่ไปคลุกอยู่ข้างใน...ทำให้เห็นแคบ
ให้ขึ้นปัญญาปราสาท...อยู่เหนือเหตุการณ์แล้วก็มองลงมา

         ทีนี้อย่างเราดูนี้ แม้แต่ดูประชาชน ดูฝักฝ่ายอะไรก็ตามนี่ หลักในการดูนี่ ไม่ใช่ไปคลุกดูอยู่ข้างใน แล้วก็ทำให้เห็นแคบ ทางพระท่านใช้คำว่า ปัญญาปาสาโท (ปัน-ยา-ปา-สา-โท) ขึ้นปราสาทแห่งปัญญาแล้วมองลงมา 

         คำว่า “ปราสาท” นี้ ในสมัยโบราณ บาลีท่านแปลว่า เรือนชั้น ไม่ใช่ปราสาทแบบราชวังหรอกนะ ในภาบาลีนี้ อย่างพวกคนมีเงินสมัยก่อนเศรษฐีก็อยู่ปราสาทกันเยอะแยะส่วนมาก ปราสาทแปลว่าเรือนชั้น ก็คือว่า เรือนปกติมันก็อาจจะเป็นชั้นเดียว ทีนี้ก็เรือนหลายชั้นอาจจะมีสัก 7 ชั้น มันก็เรียกว่า “ปราสาท” 

         ทีนี้เรือนที่เป็นปราสาทมีลักษณะอย่างไง ก็คือมันสูง  พอขึ้นไปบนนั้นแล้วก็จะมองเห็น กว้าง เห็นภาพรวม  ถ้าไม่ขึ้นเป็นเรือนชั้นเป็นปราสาท ก็ไปขึ้นภูเขา แต่ทีนี้ว่าในเมืองมันอาจจะไม่มีภูเขา ท่านก็เลยบอกว่าให้ขึ้นปัญญาปราสาท ว่าเรือนชั้น หรือปราสาทแห่งปัญญา

         ปราสาทแห่งปัญญาก็หมายความว่าเราขึ้นไปก็เหมือนคนไปมองในที่สูง การที่จะมองเห็นอะไรนี่ ถ้าจะมองภาพในเรื่องส่วนรวมนี่  ให้ไปมองแบบมองซูมลงมา มองจากที่สูงลงมา คล้าย ๆ ขึ้นไปอยู่เหนือข้างบนนั้น เหนือเหตุการณ์แล้วก็มองลงมา

         ถ้าเรามองคลุกอยู่ในแล้วละก็มองไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วก็จะเห็นแคบ ก็จะเห็นเฉพาะส่วน แล้วก็จะเกิดการเขว เพราะงั้นพอขึ้นไปมองข้างบน บนปัญญาปราสาทแล้วจะมองเห็นชัดเลยว่าใครทำอะไร แม้แต่ถูกผิดก็จะวินิจฉัยได้ง่ายขึ้น ตอนนี้เราต้องขึ้นปัญญาปราสาท ประชาชนก็แต่ละคนก็ควรจะใช้หลักการนี้ขึ้นบนปัญญาปราสาท แล้วก็มองลงมา ดูว่า เขาทำอะไรต่ออะไรกันไป แล้วเราก็จะพ้นจากความเป็นฝักฝ่ายได้ง่าย ตอนนี้การถือข้างถืออะไรนี่เป็นตัวสำคัญที่จะทำให้เกิดปัญหา

         เอ้า อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ว่า ตอนนี้ประชาชนนี่จะต้องเอาตัวขึ้นมาเป็นอิสระ เพื่อจะมาแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ ต้องถือว่าประชาชนเป็นผู้แก้ปัญหา ไม่ใช่พวกนั้น ถ้าพวกนั้นจะช่วยแก้ปัญหา ก็คือคุณต้องมาเป็นเครื่องมือที่ดีของประชาชน ใช่มั้ย? 

         คุณจะเป็นเครื่องมือที่ดีก็ต้องมาพิสูจน์ตัวเอง แล้วก็ประชาชนไม่ต้องไปตามเขา ต้องเป็นผู้มีหลักการ มีหลักของตัวเอง ทีนี้หลักเราก็มีอยู่แล้วคุณไม่ใช้เอง มัวไปคลุกฝุ่นตามเขาอยู่นี่  มันก็เลยแย่ ก็ดึงประชาชนออกมาซะ ทีนี้ว่ามันมีหลักทั่ว ๆ ไปอยู่ในการมองว่า คนนี้เวลาถือฝักถือฝ่าย แล้วก็อย่างที่ว่าที่บอกเมื่อกี้ พอฝ่ายที่ตัวชอบใจทำอะไรก็ดีหมด ฝ่ายที่ตัวไม่ชอบทำอะไรก็เสียหมด อะไรอย่างนี่หนา อันนี้ต้องรู้เลยว่า ไม่ถูก  ต้องใช้การกระทำแต่ละอย่างนั้นเป็นเครื่องมือวัด นอกจากนั้นก็คือ ในหลักการทั่วไปนี่ มันจะทำให้เราได้มีสติขึ้นมา พอสติมามันก็ได้หลัก ปัญญามันก็เกิดขึ้น พอได้สติ ก็ยั้งตัวได้ ยั้งตัวได้ก็มองให้ถูกต้อง ปัญญามาก็คือมองให้ถูก มองให้ชัดเจนขึ้นมา

         ทีนี้ที่ว่าคนทะเลาะกันนี่ คนมักจะมองว่าฝ่ายหนึ่งดีฝ่ายหนึ่งร้ายอย่างที่ว่าเมื่อกี้ และก็อย่างที่ว่าตัวชอบไหนก็เลยฝ่ายนั้นดีหมด อันนี้เราเอาหลักการใหญ่ก่อน เราไม่ได้ว่ากรณีนี้นะเราเอาหลักการใหญ่ แล้วคุณพิจารณาเอง ฉันให้หลักการ ฉันไม่ได้บอกให้คุณเชื่อ อย่างพระจะพูดนี่ ฉันไม่ได้พูดให้คุณเชื่อนะ ฉันเอาหลักการมาให้คุณคิดด้วยตัวเอง ใช้ปัญญาคุณเองนะ ฉันไม่ได้พูดให้คุณเชื่อ คุณไม่ต้องมาเชื่อฉัน แค่ฉันเอาหลักมาแล้วคุณใช้ปัญญาคุณพิจารณาเอง แล้วคุณจะเห็นด้วยตัวเอง ไม่ชอบใจฉันก็ไม่ว่า ฉันก็เป็นอิสระของฉัน คุณก็เป็นอิสระของคุณ

         ทีนี้ไอ้เรื่องว่าคนทะเลาะกันนี่มักมีว่า เราไปมองว่าคนดีกับคนร้ายทะเลาะกัน เหมือนกับเป็นอย่างงั้น อันที่จริงไอ้ที่ทะเลาะกันนะ มันมีได้ทั้งนั้น มันมีว่าคนดีกับคนดีทะเลาะกันก็มีคนดีกับคนร้ายทะเลาะกันก็มี คนร้ายกับคนร้ายทะเลาะกันก็มี จริงไม่จริง  ตอนนี้เราจะได้หลักเพิ่มขึ้น จริงไม่จริงฉันก็ไม่ได้ว่านี่ ฉันไม่ได้บอกว่าที่เขาทะเลาะกันนี้เป็นแบบไหน แต่คุณไปคิดเอาเอง แล้วคุณก็ต้องใช้หลักการไปตรวจสอบเอาซิ

         ไอ้กรณีนี้เราไม่ได้วินิจฉัย เป็นแบบไหน เป็นคนดีกับคนดีทะเลาะกัน หรือคนดีกับคนร้ายทะเลาะกัน หรือคนร้ายกับคนร้ายทะเลาะกัน  แต่มันจะเป็นคนดีคนดีทะเลาะ คนดีคนร้ายทะเลาะ คนร้ายคนร้ายทะเลาะก็แล้วแต่ อย่าให้เสียกับประชาชนประเทศชาติก็แล้วกัน

         ก็แม้แต่กรณีที่คนร้ายกับคนร้ายทะเลาะกัน โจรกับโจรมันทะเลาะกันนี่ มันกลับเป็นผลดีแก่เรา ถูกไม่ถูก  ถ้าเราทำเป็นนะจริงมั้ย  เอ้า...โจรโจรมันทะเลาะกัน ถ้ารู้จักเอาประโยชน์มันก็ได้ประโยชน์แก่เรานะซิ แต่ทีนี้เรามันไม่เป็น ไปเข้าข้างโจรซะนี่ มันก็เลยเสร็จเลย

         โจรฝ่ายโน้นกับโจรฝ่ายนี้ อันนี้ฉันไม่ได้ว่านะ ว่าตอนนี้โจรกับโจรทะเลาะ เพราะว่าฉันไม่ได้บอกอะไรทั้งนั้น มันอาจจะเป็นคนดีคนดีทะเลาะกันก็ได้ ใช่มั้ย?

         ตอนนี้ คนดีคนดีทะเลาะกัน เราก็ไม่ว่า เอ้า ถ้าคนดีคนดีทะเลาะกันคุณก็พิสูจน์ตัวเองซิ เรื่องอะไรฉันไม่ได้ว่าคุณนี่ หลักการพิสูจน์ก็มีอยู่แล้ว คุณพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคนดี อ้า ไอ้ฝ่ายนั้นก็พิสูจน์ได้คนดี  คนดีคนดีทะเลาะกัน เอ่อ ดี ไม่ว่าอะไร ฉันจะช่วยประนีประนอม หรือไกล่เกลี่ย ใช่มั้ย? 

         แต่ว่าประชาชนนี่อย่าไปตกเป็นเบี้ยล่างของพวกฝ่ายเหล่านี้ ต้องอยู่ข้างบน อยู่เหนือเขา เอาละครับ นี่ก็หลักหนึ่ง  ที่ว่า เราต้องดูว่า ไอ้นี่เป็นกรณีไหน คนดีกับคนดีทะเลาะกัน หรือคนดีกับคนร้ายทะเลาะกัน หรือคนร้ายกับคนร้ายทะเลาะกัน แต่พวกไหนทะเลาะกันก็แล้วแต่ประชาชนประเทศชาติต้องเป็นฝ่ายได้ประโยชน์

         ประชาชนต้องไปคิด ถ้าฉลาด ว่าจะทำอย่างไงจะเอาประโยชน์จากสถานการณ์นั้นที่เขาทะเลาะกันให้ได้ ที่เขาเป็นฝักเป็นฝ่ายและก็จุดหมายรวมเรายังอยู่นี่ครับ เรายังเป็นพวกเดียวกัน เพราะจุดหมายเราก็ยังร่วมกันอยู่ว่า ถึงยังไงเราก็รักประเทศชาติ ใช่มั้ย? ต้องการประโยชน์ของประชาชน ของส่วนรวมอยู่ดี เรายังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่ เรื่องอะไรจะไปทะเลาะกันเป็นฝ่ายเป็นเฝื่อนด้วย ไม่เข้าเรื่อง

         อ้า ตั้งตัวให้ดี นี่ก็ แง่หนึ่ง  นั่นก็อะไรอีกละ ผมก็ ตอนนี้ก็นึกได้เป็นแง่ ๆ เดี๋ยวพูดไปค่อยนึกออก มันมีแง่เยอะแยะหมดเลยที่จะบอก ซึ่งเรานี่เป็นเพียงนำเสนอหลักการทั่วไป ข้อพิจารณาให้คุณ โดยคุณไม่ต้องมาเชื่อฉัน แต่คุณต้องใช้ปัญญาคุณเองนะ เอาไอ้ข้อพิจารณาเหล่านี้ไปคิดเอง เป็นแต่เพียงว่าคุณไม่ได้นึก ประชาชนก็ตามหรือแม้แต่ผู้ที่เป็นฝ่ายเหล่านั้น ไม่ได้นึกถึงเรื่องเหล่านี้ เราก็เอาข้อพิจารณาเหล่านี้ไปมอบให้ หรือเสนอให้ ให้เขาเอาไปคิดเอง  เราไม่ได้คิดให้ด้วย และเราก็ไม่ได้ว่าอย่างไงทั้งนั้น

เอ้านิมนต์ครับ เอ่อดี  ถามซะบ้าง  เดี๋ยวเผื่อจะได้นึกไอ้สิ่งที่มันหาย ๆ ไป

พระนวกะ : เอ่อ  ท่านพอจะมีวิธีแนะนำแนวทางการหาประโยชน์จากการที่คนทะเลาะกันมั้ยครับ เป็นขั้นตอน

ท่านป.อ.ปยุตโต : ก็นี่ถ้าเราตั้งท่าทีถูกต้องประชาชนก็ขึ้นมาอยู่เหนือแล้ว วางท่าทีตั้งแต่ขึ้นปัญญาปราสาทเป็นต้นไป  และก็ขั้นตอนก็คือ นี่แหละ เราก็มองดูให้ถูกต้อง วางท่าที พอท่าทีถูกต้อง เราก็ใช้ปัญญาพิจารณา และก็หาทางเอาประโยชน์จากสถานการณ์นี้  ถ้าให้ดีนะประชาชนต้องบีบเจ้าสองพวกนี้ให้มันมาพูดกันให้ได้

         อ๊ะ ขออภัยใช้คำ “มัน” ไม่ได้  ควรใช้ว่า “ท่าน” ต้องใช้วิธีการที่จะบีบให้ท่านทั้งสองฝ่ายนี่มาพูดกัน ก็หลักการของประชาธิปไตย หรือไม่ว่ามนุษย์ยุคไหน ที่มันดี คือมนุษย์นี่มีดี ขออภัย ดีกว่าสัตว์ทั้งหลายอย่างมีปากด้วย ใช่มั้ย?   
         มือมันก็มี หนึ่งมีสมองดีใช่มั้ย?

         สัตว์ทั้งหลายไม่มี อื่นมันก็มีแต่ถึงยังไงสัตว์อื่นนี่สมองมันก็มี แต่มันมีแพ้เรา แต่ที่มันแพ้เรามากก็คือมือ หนึ่งแล้วนะครับ ใช่มั้ย? 

         มืออาจจะมีอย่างลิงก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่เท่าคน ก็เรียกว่ามือนี่เป็นอวัยวะพิเศษอันหนึ่ง เอาละมีสมองพิเศษ และก็มีเครื่องมือที่สำคัญก็คือ มือและอีกอันก็คือปาก เอ้า นี่ปากมนุษย์ไม่ใช่กินข้าวอย่างเดียว ใช้พูดได้ด้วย และก็มนุษย์นี่มีความสามารถพิเศษ คือสื่อสารด้วยภาษาใช่มั้ย?

         มนุษย์นี่มีมือกับปากเป็นเครื่องมือที่สำคัญมาก มือนี่มันก็เป็นส่วนของเราแล้วไอ้มือนั่นนะเราจะทำอย่างไงก็ทำไป  แต่ปากมันมีพิเศษอัน คือมันสื่อสารกันได้ระหว่างสองคนขึ้นไป 

         เพราะงั้น ตอนนี่เราต้องการการสื่อสาร มนุษย์มีเครื่องมือพิเศษก็คือ ปากที่ใช้ภาษาสื่อสาร แต่ก็ใช้ความพิเศษของมนุษย์นี้มาเป็นเครื่องแก้ปัญหาใช้ปากเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ไปใช้มือทันที  มือต้องว่าอีกขั้นหนึ่ง  มือก็เป็นเครื่องรับใช้ในแค่วาจามันสื่อสารตกลงกันว่าไง หรือแม้แต่ในพวกเดียวกันก็ยังต้องพูดจาว่าจะทำนั่น ทำนี่  มือก็เป็นเครื่องมือรับใช้อีกชั้นหนึ่ง แต่วาจานี่เป็นเครื่องมือของปัญญาชั้นสูง  ไอ้มือนี่ไปรับใช้ปัญญาที่คล้าย ๆ ว่า ตกลงแล้ว  แต่ว่าวาจานี่มันเป็นเครื่องมือในการพัฒนาปัญญาเลยนะ ใช่มั้ย?

         เวลาเราสื่อสาร เราใช้วาจาถาม เขาก็ได้ เพื่อจะได้รู้ข้อมูลที่เรายังไม่รู้ เราบอกเขา เขาก็ได้ความรู้ หรือมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน มาเจรจากัน เกิดความเข้าใจกัน โอ ไอ้วาจานี่เป็นเครื่องมือพิเศษของมนุษย์ เพราะฉะนั้นเวลานี้ประชาธิปไตยพัฒนาขึ้นมาก็ต้องเอาวาจานี้เป็นเครื่องมือ เจรจาระดับต่าง ๆ จนถึงระดับชาติ ในโลกนานาชาติก็ต้องใช้เจรจา สหประชาชาตินี่ก็เป็นเวทีเจรจาแหละ จุดสำคัญเลยใช่มั้ย? สหประชาชาตินี่ ไอ้เวทีเจรจานั่นแหละ ไอ้ส่วนอื่นมันเป็นเครื่องประกอบ และมนุษย์จะอยู่ด้วยกันได้ดี ต้องสื่อสารกัน

         พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสห้ามไงละ เคยเล่าให้ฟังแล้วมั้งที่ว่า มีพระไปเข้าพรรษา และก็มีกลุ่มหนึ่งก็อยากจะเคร่งครัด แหม่ พรรษานี้เราเข้าพรรษากันแล้วนี่ โอ เราจะต้องปฏิบัติกันให้เต็มที่ ก็เลยตั้งกติกากัน พรรษานี้เราไม่พูดกันละ ตั้งใจปฏิบัติอย่างเดียว เดี๋ยวมันจะวอกแวกออกไปอีก

         ทีนี้ปฏิบัติจนตลอดพรรษา ออกพรรษาแล้วก็มาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามสุขทุกข์อะไรต่าง ๆ แล้วเป็นไงอยู่จำพรรษากันดีมั้ย แหม่ พระชุดนี้ดีใจ เราจะได้อวดเต็มที่ละ แหม่บอกพรรษาที่แล้วนี่ พวกเกล้ากระหม่อมนี่ ปฏิบัติเคร่งครัดมากถึงกับตั้งกติกากันเลยว่าไม่พูดกัน ปฏิบัติอย่างเดียว แทนที่พระพุทธเจ้าจะทรงชม

พระพุทธเจ้าบอกว่า “เธอ ทำไม ไฉนจึงอยู่อย่างปศุสัตว์ละ”

         เอาหนักเลยนะ เพราะว่าปศุสัตว์มันอยู่มันไม่พูดกันหรอก แต่มนุษย์อยู่นี่ต้องพูดกัน แล้วก็เลยทรงบัญญัติสิกขาบท เลยนะ ถึงกับเป็นวินัย ห้ามมิให้ภิกษุ ไม่ใช่ใช้คำว่า "ห้าม"

         พระพุทธเจ้าจะไม่ใช้คำว่า “ห้าม” ภิกษุไม่พึงถือหมู่ภวัตร “หมู่ภวัตร” แปลว่าข้อปฏิบัติของคนใบ้ คนใบ้ไม่พูดกัน ถ้าภิกษุใดถือหมู่ภวัตร ให้ปรับอาบัติทุกคน นี่ภิกษุในพุทธศาสนาถือหมู่ภวัตรอยู่โดยไม่พูดกันไม่ได้

         อยู่เป็นหมู่คณะต้องพูดกันแต่รู้จักฝึก ฝึกวาจาว่าจะพูดแค่ไหนพอดี พูดให้พอดีและฝึกวาจาว่าจะพูด ใช้วาจาให้เป็นประโยชน์อย่างไร นี่ก็เป็นเวทีฝึก ประชาธิปไตยก็เหมือนกัน ประชาธิปไตยก็เป็นระบบชีวิตของคนที่อยู่กันเป็นหมู่คณะใช่มั้ย?

         อยู่เป็นส่วนรวม ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนเป็นใหญ่ก็ยิ่งต้องสื่อสาร ยิ่งต้องพูดจากัน ประชาธิปไตยจะสำเร็จด้วยวาจานี่แหละ ไหน ๆ ก็เอาวาจามาพูดกันว่าเรามีความคิดอย่างไง จะแก้ไขปัญหาอย่างไง ใครไม่เจรจามันก็เป็นพวกถือหมู่ภวัตรแล้วนะ เข้าหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสติเตียน

         นั่น ในที่สุดแล้วการแก้ปัญหาในหมู่มนุษย์นั้นต้องเจรจา และใช้วาจาให้เป็นประโยชน์ อีกแง่หนึ่ง   

         นิมนต์ครับ

พระนวกะ : เอ่อ จะถามว่าการที่การศึกษาของประเทศเรา นี่ตอนนี้กำลังตกต่ำมากกว่าเดิม เพราะอะไรครับ

ต้องระวัง ต้องให้คนที่จะเรียนนี่ไม่เป็นคนโกง
ไม่เช่นนั้นแล้วการศึกษาจะทำให้คนโกงนี่ยิ่งโกงได้ดีขึ้น
นี่มันเข้าแนวปัจจุบันเลยใช่มั้ย

ท่านป.อ.ปยุตโต : คือการศึกษาก็มีหลายแง่หลายมุมนะครับ การศึกษาที่ผ่านมานี้ในสังคมไทยในระยะที่เริ่มรับการศึกษาแบบตะวันตก ก็ตั้งแต่ในหลวงรัชกาลที่ ๕

         ทีนี้ตอนแรกในหลวงรัชกาลที่ ๕ พยายามให้อิงกับวัด เพื่อจะให้ได้ไอ้เรื่องของทางจิตใจด้วย พระองค์ก็ตรัสไว้ว่าให้เอาวัดนี่แหละเป็นที่เรียน แล้วก็เอาพระสอน โดยเฉพาะตอนแรกในชนบทจะเน้นที่นี่ และพระองค์ก็เน้นเรื่องศีลธรรม บอกว่า

“นี่ ระวังให้ดี ระวังนะ พวกนี้ถ้าหากว่าตอนที่ยังไม่ได้เรียนนี่ อยากจะโกงแต่โกงไม่เป็น พออยากจะโกง พอเรียนได้สูงทีนี้ยิ่งโกงเก่งใหญ่”

         ว่างั้น เอ้า จริงของท่านมั้ย เพราะฉะนั้นต้องระวัง ต้องให้คนที่จะเรียนนี่ไม่เป็นคนโกง ไม่เช่นนั้นแล้วการศึกษาจะทำให้คนโกงนี่ยิ่งโกงได้ดีขึ้น นี่มันเข้าแนวปัจจุบันเลยใช่มั้ย

         คนที่จิตใจไม่ดีนี่เป็นคนโกงอยู่แล้ว ก็ยิ่งโกงได้เก่งใหญ่ ทีนี้การศึกษาที่แล้วมานี่มันจุดมุ่งหมายยังไงก็ตาม เราไม่ได้ตัวสาระปรัชญาตะวันตกมานะ แม้แต่ในทางการศึกษา เราเอาระบบการศึกษาตะวันตกมา และเราก็ล้มระบบการศึกษาไทย เรียกได้ว่าล้ม เราเอาระบบการศึกษาตะวันตกมา แต่เราเอาระบบรูปแบบมา ปรัชญาการศึกษาได้มานิดหน่อย แทบจะไม่มาเลย

         ทีนี้การพัฒนามนุษย์นี้มันไม่ค่อยมี แต่ว่ามันกลายเป็นว่าเอาการศึกษานี่มาเป็นเครื่องมือที่จะก้าวไปสู่สถานะในสังคม อย่างที่ท่านอาจารย์เอกวิทย์ ท่านเรียกว่า “บันไดดารา” 

         “บันไดดารา” ก็หมายความว่าใช่ไต่ขึ้นไปสู่ที่สูง การศึกษาในสังคมไทยในยุคที่รับการศึกษาตะวันตกมาก็เลยเป็นแบบนี้มาตลอด เป็นบันไดดารา หรือเป็นเครื่องมือไต่ขึ้นสู่สภาวะที่สูงในสังคม ในระยะช่วงแรกที่สุดนี่ เราจะมุ่งที่ความเป็นใหญ่ เพราะยุคนั้นนี่ เป็นยุคที่มีความเป็นใหญ่ในพวกขุนนางอะไรพวกนี้ และการศึกษาก็มาสนองค่านิยมนี้ ก็เลยเป็นการศึกษาเพื่อเป็นข้าราชการ  ยุคแรกการศึกษาไทยนี่เรียนเพื่อเป็นข้าราชการ และชาวบ้านจะพูดว่า “จะได้เป็นเจ้าคนนายคน” ถูกมั้ย?

         การศึกษาไทยในยุคแรกนี่เพื่อเป็นข้าราชการ ในความหมายที่ว่าจะได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นเจ้าคนนายคน เวลาเด็กไปหาผู้ใหญ่ขอรับพรเวลาไปเรียนหนังสือ ผู้ใหญ่ก็จะให้พรอย่างนั้นจริง ๆ ขอให้เธอได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นเจ้าคนนายคน จนกระทั่งค่านิยมมาเปลี่ยนในเมื่อสักสิบกว่าปีนี้ ที่ธุรกิจฟุ้งเฟื้องขึ้นมา เข้าสู่ยุคธุรกิจ ตอนนี้เป็นยุคของธุรกิจ เรื่องของกิจการค้าขาย ผลประโยชน์ของเอกชนนี่ ชักจะเฟื่องฟู ความนิยมที่จะเรียนเพื่อเป็นข้าราชการก็ลดลงไปเลย ก็เปลี่ยนมา ตอนนี้วิชาบริหารธุรกิจนี่ แหม่ เฟื่องเหลือเกินนะ  ในระยะที่ เนี่ยสิบปีที่ผ่านมานี้ใช่มั้ย?

         จะเรียนอะไร บริหารธุรกิจ อันนี้ก็เป็นยุคของธุรกิจเฟื่องฟุ้ง แต่รวมแล้วก็คือ การศึกษาของไทย เพื่อเป็นเครื่องมือไปสู่การได้ลาภ ได้ยศ หนึ่งยศในยุคแรกเป็นใหญ่เป็นโต สองลาภ ได้ผลประโยชน์ จะได้รวย พอจะเรียนก็นึก โอ เราเรียนแล้ว ต่อไปเราสำเร็จจะได้มีรถยนต์อย่างงั้นนั่ง จะได้สร้างอะไร อู้หู นึกขึ้นมาถึงประโยชน์ส่วนตัวทั้งนั้น ว่าเราจะได้มีอะไร อะไร ถูกมั้ย? นี่คือการศึกษาของไทย

         ทีนี้ประเทศชาติต้องการพัฒนา ต่อมาก็อยากจะมีอุตสาหกรรม อยากจะเป็นพัฒนากับเขาบ้าง เราถูกเรียกตอนแรกเข้ายุคพัฒนาเมื่อปี ๒๕๐๓ เคยบอกแล้วว่าเป็น The first of world development  เป็นทศวรรษแรกแห่งการพัฒนาของโลก 

         ปี ๑๙๖๐ ไทยก็เริ่มยุคพัฒนากับสหประชาชาติด้วย ทีนี้พอเริ่มยุคแรกของการพัฒนา ความหมายเขาให้ตอนนั้นนะ ความหมายของประเทศที่พัฒนาพูดได้สองแบบ จะเรียกว่า Develop country  ก็ได้ เรียกว่า Industrialize country ก็ได้ แทบจะบอกว่า Develop country ก็คือ Industrialize country ประเทศที่พัฒนา คือประเทศที่ได้เป็นอุตสาหกรรมแล้ว ทีนี้ประเทศไทยเรานี้ตอนแรกถูกเรียกว่าประเทศด้อยพัฒนา Under develop เรียก Under develop (อันเดอ ดิเวลเลิพ) เลยนะตอนแรก ทวนเมื่อกี้นิดหน่อย บอกว่าเราเข้ายุคพัฒนา เมื่อปี ๑๙๖๐ หรือ พ.ศ.๒๕๐๓ ตอนนี้เป็นทศวรรษโลกแห่งการพัฒนาของสหประชาชาติและไทยเราก็เข้าตอนนั้น

         พอดีเข้ายุคจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็คือกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ สำนักการเร่งรัดพัฒนาชนบท กรมการพัฒนาชุมชน แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ เกิดขึ้นตอนนี้หมด คือแผนแรกนี้ เรียกแผนพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ พอแผนสองนี่ โอ ไม่ได้ถ้าพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียว สังคมแย่แน่ ก็เลย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เติมสังคมเข้าไป ตัดคำว่า “การ” ออกนะ นี่รายละเอียดปลีกย่อย แผนพัฒนาการเศรษฐกิจ

         ตอนที่สองนี่การตัดออก เหลือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คำว่า “จริยธรรม” “ศีลธรรม” อะไรต่อมิอะไรไปดูได้จากแผนพัฒนาเหล่านี้ได้หมด ว่าไอ้คำไหนมันเข้ามาตอนไหน คำไหนมันตกอันดับไปอะไรต่ออะไรนี่ ไปดูแผนเหล่านี้ท่านจะเห็น ความคลี่คลายของประเทศไทย

         เอ้า ทีนี้กลัวที่ว่า เมื่อตะกี้ นี่ว่าประเทศไทยเราก็เป็น Under develop country ต่อมาก็รู้สึกว่าไม่เป็นการสุภาพแก่ประเทศเหล่านี้ แล้วเปลี่ยนคำว่า Under develop country เป็น developing country  เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา เดี๋ยวนี้ก็เลิกใช้คำว่า Under develop country ซึ่งหมายถึง Backwward Country ประเทศที่ล้าหลัง

         เอานะก็เป็นอันว่าเรามุ่งที่ว่าประเทศเจริญพัฒนามุ่งที่พัฒนาเศรษฐกิจ เป้าหมายตอนนั้นก็มุ่งไปที่ตะพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการมีอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นก็ค่อยข้างละทิ้ง ภาคชนบทและก็ภาคของเกษตร ทั้ง ๆ ที่สำคัญมากเลยของไทยเรานี่ ทีนี้ใจเรามุ่งไป มุ่งไป มองอุตสาหกรรมเป็นตัวที่จะสร้างสรรค์พัฒนาเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจนี่เจริญงอกงาม เศรษฐกิจก็เป็นเป้าหมาย เพราะฉะนั้นก็ต้องพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญรุ่งเรือง โดยระบบอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ

         ต่อมาก็มีคำเกิดขึ้น เรียกว่า “Human Resources ” มองคนเป็นทรัพยากร คือเรามีทรัพยากรในการที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ รวมทั้งต่อมาพัฒนาสังคมนี้ด้วย ก็มี Resources ต่าง ๆ ไอ้ Resources หนึ่งสำคัญ คือ “มนุษย์” ก็มองมนุษย์ในฐานะที่ลืมไปเลย ตอนนั้นลืมจริง ๆ มองมนุษย์นี่เป็นทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรก็คือ เป็นตัวเครื่องมือ หรือเป็นทุนชนิดหนึ่ง เป็น Human Capital  เป็นทุนมนุษย์ที่จะเอามาใช้พัฒนาอุตสาหกรรม มนุษย์ในรุ่นนี้เป็นทุนและเป็นเครื่องมือในการพัฒนาอุตสาหกรรม ความเป็นมนุษย์ที่เขาลืมนึกไปเลย ต่อมาจึงนึกได้

         โอ้ นี่เราลืมความเป็นมนุษย์ มนุษย์นี่มันไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรที่มาใช้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่มันมีความเป็นมนุษย์ มีชีวิตจิตใจ คุณความดี มีคุณค่า อะไรต่าง ๆ อีก จึงมาเตือนกันทีหลัง ผมก็พูดเรื่องหนึ่งผิดไปเรื่อง เรียกว่าการศึกษาเพื่อเพิ่มผลผลิตหรือการศึกษาเพื่อสร้างบัณฑิต ทีนี้มวลมนุษย์เป็นทรัพยากรนี่ก็คือ การศึกษาเพื่อเพิ่มผลผลิต เราก็ลืมไปว่า ไอ้ความเป็นบัณฑิตมันคนละอย่างกับการเป็นเพียงทรัพยากร เขามองความเป็นบัณฑิต ก็คือไปเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ได้ผล มีปัญญา ปัญญาก็เป็นเพียงปัญญาที่ไปรับใช้ระบบอุตสาหกรรม ทุนนิยม หรืออะไรก็แล้วแต่

         แม้แต่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ก็เป็นแบบเดียวกันอีก ก็เป็นอุดมการณ์วัตถุนิยมแบบเดียวกันกับทุนนิยมเหมือนกัน พวกนั้นเข้าเทือกเดียวกันไปหมดเลย เราก็เลยต้องมาเตือนว่า ไม่ได้นะ ความเป็นมนุษย์นี่ก็อีกอัน และไอ้การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมมันต้องมาสนองความเป็นมนุษย์ต่างหากละ ไม่ใช่เอาความเป็นมนุษย์นี่ไปเป็นเครื่องมือของไอ้พวกอุตสาหกรรมเป็นต้น มันกลับหัวเป็นหางกลับหางเป็นหัว กลับทิศกลับทางหมด นี่แหละครับ

          การศึกษาที่ผ่านมา ก็เลยกลายเป็นยุคที่เอามนุษย์เป็นทรัพยากรเพื่อไปเป็นทุนในการพัฒนาอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจ พอจะเห็นมั้ยครับ ทีนี้ตอนนี้ก็เลยกลายเป็นว่า แม้สังคมจะมีความสำนึกบ้างแต่มันแก้ปัญหาได้ยาก เพราะว่า มันเป็นกระแสใหญ่ ที่มันดำเนินไปแล้วนี่ มันก็เลยกลายเป็นว่าต้องแก้ปัญหาระยะยาว และถ้ามันลืม มันก็ปล่อยตัวไปอีกในกระแสนี้ เหมือนอย่างกระแสโลกที่ว่า สำนึกแล้วในเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม เขาสำนึกว่าจะต้องแก้ปัญหาธรรมชาติ ก็ต้องให้มนุษย์นี่ยับยั้งชั่งใจตัวเอง ไม่ไปเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้อย่างล้างผลาญ และก็ไม่สร้างมลภาวะมากเกิน แต่ในทางปฏิบัติเขาทำไม่ได้ คือในกระแสปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นกระแส ของโลกที่พัฒนาแบบที่ว่า ทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ที่ว่า ไปล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติ และก็ก่อมลภาวะ ถูกมั้ยครับ? 

         กี่ปีกี่ปี ยี่สิบปีที่หนึ่งผ่านไป ยี่สิบปีที่สองผ่านไป เอ่อ สำนึกเกิดขึ้นมาก็มีแต่เสื่อม เนี่ย เมืองไทยเนี่ย เหมือนกับโลกที่ยังแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ งั้นเท่าที่ว่าสำนึกปัญหาแล้วพอจะรู้วิธีแก้ก็แก้ไม่ได้ เมืองไทยเราก็พอจะเห็นบ้าง แต่เราก็อยู่ในกระแสของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบระบบเศรษฐกิจเป็นใหญ่นี่แหละครับ

         ยิ่งระบบธุรกิจเป็นใหญ่เข้ามาด้วยยิ่งไปกันใหญ่ ตอนนี้คนก็มีค่านิยมไปทางเสพบริโภค เป็นบริโภคนิยมเข้าไปอีก มันก็ไปสนองไอ้ระบบทุนนิยม ที่เห็นแก่ตัว ที่หาผลประโยชน์เข้าไปอีก และการศึกษามันก็กลายมาเพื่อเป็นเครื่องมือเพื่อจะมาสนองเศรษฐกิจและสังคมแบบนี้

         รวมความก็คือการศึกษาได้กลายเป็นเครื่องมือ เพื่อสนองความต้องการของระบบเศรษฐกิจ และสังคมแบบปัจจุบัน ก็เลยไม่ใช่การศึกษาที่แท้จริง เพราะการศึกษาที่แท้จริงนั้นมันไม่ใช่การศึกษาที่มาสนองระบบเศรษฐกิจและสังคม แต่มันสนองความต้องการที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ ว่าทำอย่างไงจะสร้างมนุษย์ที่ดี ถูกมั้ย? 

เพราะตอนนี้เรายังแก้ไม่ตกนะครับ ตอนนี้ การศึกษานี่เป็นปัญหา 




พุทธะ - ธรรมบรรยาย

ทาน ศีล ภาวนา
พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน โดยพระอาจารย์วิชชา กิจจวิชโช วัดป่าวัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน จ.เชียงใหม่ article
ธรรมทาน และ อภัยทาน
"พระโสดาบัน" โดย พระราชพรหมญาณ
"อย่าทนงตน" โดย หลวงพ่อราชพรหมญาณ
หลวงปู่ชาตอบปัญหา แก่พระสุญโญภิกขุ
คำสอนหลวงพ่อจง พุทธัสสโร วัดหน้าต่างนอก
"พัฒนาแต่ทรัพยากรคน ลืมพัฒนาประชาชนที่ครองเมือง" ตอนที่ ๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
"รักษาศีล" ทำอย่างไร?
กระจกส่องกรรม
นินทานั้นไม่มีโทษ...แก่ผู้ถูกนินทาเลย โดย สมเด็จพระสังฆราช ฯ
"ก้อนหิน" กับ "เลขหวย" : ธรรมะสวัสดีของหลวงตาเย็น โดย คุณ Jarusuke
"บุญหน้าตาเป็นอย่างไร" : ธรรมะสวัสดีของหลวงตาเย็น โดย คุณ Jarusuke
ธรรมะบรรยาย : หลวงปู่ทองดี อนีโฆ วัดใหม่ปลายห้วย - จิตสู่ภวังค์ (๑) โดย คุณ Mirin
ชนะใครไม่เท่าชนะใจตนเอง โดยพระมิตซูโอะ คเวสโก 2 ก.พ.52
บางส่วนจากหนังสือ“มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี
ลักษณะของ "คู่สร้างคู่สม" (puyka)
โดยมาก"อยากเป็นพระพุทธเจ้า"มากกว่าการช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ (copy)
เทวดาถามคำถาม : deva asked for dhamma (copy)
เข้าใจผิดเรื่องการบรรลุธรรม (TH-ENG) (copy)
การใช้ถ้อยคำของพระพุทธองค์ (copy)
"เจแต่กาย" แต่ "ใจไม่เจ"



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


dot
หัวข้อหลัก
dot
bulletพุทธะ-ธรรมบรรยาย
bulletรวมบทสวดมนต์ และพระคาถา
dot
สาระน่ารู้
dot
bulletเสียงอ่าน - นิทานธรรม
bulletเกร็ดประวัติศาสนสถาน
bulletประวัติครูบาอาจารย์


สอบถามข้อมูลต่าง ๆ ทาง Chatbox เลยครับ (-/|\-)


Copyright © 2011 All Rights Reserved.