ReadyPlanet.com
dot
dot dot
ธรรมะบรรยาย : หลวงปู่ทองดี อนีโฆ วัดใหม่ปลายห้วย - จิตสู่ภวังค์ (๑) โดย คุณ Mirin

บทถอดเทปธรรมะบรรยายของหลวงปู่ทองดี อนีโฆ (วัดใหม่ปลายห้วย จ.พิจิตร)
เรื่อง   จิตสู่ภวังค์
ถอดเทปโดย   Mirin


จงพยายามตั้งใจฟังนะลูก หลานทั้งหลายเอ๋ย
“ยะมาหัง สะวาขาตัง ภะคะวะตาธัมมัง สะระนังคะโต”
ผู้ใดมีพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเทศนาไว้ดีแล้วเหล่าใด
ขอให้ลูกหลานทั้งหลาย จงถึง จงระลึกเป็นจิตทิน  กำจัดภัยได้จริง
เราจงฝึกปฏิบัติบูชา ที่เราเรียกกันว่า “ภาวนา”

 “ภาวนา” เป็นชื่อแห่งความเพียร ที่ลูกหลานทุกคน ที่ได้นับถือ  พระพุทธศาสนา จะได้น้อมนำ มาปฏิบัติ  ได้ถือเป็นข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อย่างดียิ่ง ไม่มีข้อปฏิบัติอื่น ดียิ่งขึ้นไปกว่าการ ปฏิบัติภาวนา  


“ภาวนา” นี้  ถ้าเรามาดู มาพิจารณา ในสัมมัปปธาน ๔ คือ

๑. ปหานปธาน [ปะ-หา-นะ-ปะ-ทาน] คือการเพียรสละบาป อกุศลกรรมทั้งหลาย ที่มันมีอยู่ในจิต มีอยู่ในใจของพวกเรา ให้ขาดจากสันดานอุปนิสัย กิเลสทั้งหลายให้มันหมดสิ้นสูญไป
๒. สังวรปธาน [สัง-วอ-ระ-ปะ-ทาน] คือเราเพียรสำรวม ระวังรักษา ไม่ให้บาป อกุศลกรรม เกิดขึ้นในนิสัย ในสันดาน ของพวกเราได้
๓. ภาวนาปธาน [พา-วะ-นา-ปะ-ทาน]  คือการเพียรพยายาม ภาวนาให้บุญกุศล  เกิดขึ้นในสันดานของเราให้เป็นปกตินิสัย
๔. อนุรักขนาปธาน [อะ-นุ-รัก-ขะ-นา-ปะ-ทาน] คือการเพียรรักษาบุญ กุศล ที่เราได้ทำ  เราได้ดำเนินแล้ว  เราได้ทำให้เกิดขึ้นแล้ว  ไม่ให้เสื่อมสูญอันตรธานหายไปจากจิต หายไปจากใจของเรา

นี่เป็นข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบในพระพุทธศาสนา อย่างดียิ่ง ไม่มีข้อปฏิบัติอื่น ที่จะดียิ่งขึ้นไปกว่านี้แล้ว  ลูกหลานทั้งหลายเอ๋ย 

        พุทธบริษัท[1]  ทั้ง ๔ นี่ จะละ จะเว้น มิได้  เราเป็นพุทธมามกะ[2]  จำเป็นอย่างยิ่ง  หรือจำเป็นอย่างมาก  ที่ต้องบำเพ็ญ  ต้องภาวนา  ให้ได้ตลอด ทุกคน  เพื่อจะได้เป็นไป  เพื่อพ้นจากทุกข์ ในวัฏสงสารนี้ เราจะได้เข้าถึง พระอมฤตมหานครนฤพานอันยิ่งใหญ่ หรือเราจะได้มี  หรือเราจะได้เห็น  หรือเราจะได้สำเร็จ ในมรรคผลธรรมวิเศษ บรรลุจตุสัมภิทาญาณ  มีปัญญาแตกฉานในห้องพระไตรปิฎก  ด้วยการบำเพ็ญภาวนาปธานนี้ทั้งนั้น  ถ้าเราไม่บำเพ็ญภาวนานี้แล้ว  ก็ไม่เป็นไปเพื่อพ้นจากกองทุกข์ ในวัฎสงสาร  คือ เราย่อมไม่ถึงฝั่ง  เราย่อมไม่สำเร็จประโยชน์  เราไม่มีความสำเร็จในพระนิพพาน ได้เป็นอันขาด 

พุทธมามกะจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องบำเพ็ญ  ต้องภาวนา
...เพื่อพ้นจากกองทุกข์ ในวัฎสงสาร

        อนึ่งการภาวนานี้ เป็นยอดแห่งข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ หรือบุญกุศลทั้งหลาย พุทธบริษัททั้ง ๔ เมื่อมีการให้ทาน รักษาศีล ให้ของที่บริสุทธิ์ ให้ของที่ดีแล้ว จำเป็นต้องมีการบำเพ็ญภาวนา ให้เกิดเป็นปัญญา หรือแม้แต่เราภิกษุ สามเณร เมื่อได้อุปสมบทเข้ามาแล้ว ก็ต้องบำเพ็ญภาวนาทั้ง 4

ภาวนาเป็นยอด “ยอด”อะไร ยอดบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา
“ภาวนา”.... คือการทำกาย วาจา ใจ ให้เป็นศีล  ให้เป็นสมาธิ  ให้เป็นปัญญา

        ภาวนาเป็นยอด “ยอด” อะไร ยอดบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท
        ถ้าเรามาดูคำว่า “ภาวนา” แปลว่าอะไร “ภาวนา”แปลว่าการทำให้เกิด ให้มี  ให้เป็น  คือการทำ กายวาจา ใจ ให้เป็นศีล  ให้เป็นสมาธิ  ให้เป็นปัญญา  หรือทำให้กิเลสซึ่งมันมีอยู่ในขันธสันดานของตัว ของใจ ของเราเองนี้ ที่เราว่าเราเป็นปุถุชน[3]  เพื่อจะให้สำเร็จ เกิดเป็นพระอริยบุคคล ในพระพุทธศาสนาให้ได้ หรือมิฉะนั้นแล้ว เราก็จะกระทำให้ขันธสันดานของตัวเราเองนี้ เป็นพระโพธิสัตว์ ให้ได้ตรัสรู้ในอนาคตที่เราปรารถนาว่า  ขอให้เราได้เกิด กำเนิดเป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์หนึ่งองค์ใดในโลกนี้  นับว่าการกระทำให้เป็นไป ในพระธรรมวินัย  ตั้งแต่สี่หมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ทีเดียว

        ประเภทแห่งการภาวนานั้น  ถ้าเรามาพิจารณาแล้ว เราแบ่งเป็นได้หลายชั้น หลายประการ แต่ที่จะพูดนี้ คือ

หนึ่ง   “สมถภาวนา” นั้นคืออะไร คือ การทำใจให้มีสติ ให้มีสัมปชัญญะ สงบจากกามรมย์ ตั้งมั่นเป็นสมาธิ ภาวนา
สอง   “วิปัสสนาภาวนา” นั้น คือการทำใจที่มีสติ มีสัมปชัญญะ และมีสมาธิบริบูรณ์แล้ว ให้เกิดมีปัญญา

        ในเบื้องต้นนี้ จะขอกล่าวถึงเรื่องสมถภาวนาซะก่อน จึงจะกล่าวถึงเรื่องวิปัสสนาภาวนาทีหลัง
        อันนี้ถ้าเราจะดูในคำภีร์ ในพระอภิธัมมัตถสังคหะ [4] คือพระอนุรุทธาจารย์เจ้าได้แยกการปฏิบัติสมถภาวนา ไว้สามอย่างสามประการด้วยกัน คือ

หนึ่ง   การบริกรรมภาวนา [บอ-ริ-กำ-พา-วะ-นา]  การบริกรรมภาวนานั้นคืออะไร 
          เวลาเรานั่งกรรมฐานก็ดี นั่งภาวนาก็ดี  เรายึดบทภาวนา  เป็นคำภาวนาอย่าง “สัมมาพุทโธ” ก็ดี  “สัมมาอรหัง”ก็ดี “นะมะพะทะ” ก็ดี “ตายแน่” ก็ดี เราจะใช้บริกรรมบทหนึ่งบทใดเป็นอารมณ์ในขณะที่เราภาวนา นี่เรียกบริกรรมภาวนา

สอง   อุปจารภาวนา [อุ-ปะ-จา-ระ-พา-วะ-นา]  คือจิตซึ่งมันตั้งมั่นแล้ว เป็นอุปจารสมาธิ เมื่อจิตเราตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิเกิดขึ้นแล้ว  เราก็ไม่ต้องไปยึดที่องค์ภาวนาหรือบริกรรมภาวนา  เราก็พิจารณาสิ่งที่มันเกิด สิ่งที่มันเห็น สิ่งที่มันรู้ ว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรแน่นอน แล้วมันก็เกิดเป็น

สาม   อัปปนาภาวนา [อับ-ปะ-นา-พา-วะ-นา]  คือจิตตั้งมั่นเป็นอัปปนาสมาธิ พิจารณาเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปแล้ว จนจิตมันวางตั้งมั่นเป็นเอกัคคตาเราเป็นจิตเป็นหนึ่งเดียวแล้วนั่น   คืออัปปนาภาวนา
 
         ในเรื่องสมถภาวนา นั้น มีวิธีปฏิบัติละเอียดหลายเรื่องหลายราว แต่ละข้อ แต่ละเนื้อความนั้น ถ้าเราจะให้รู้ ให้เข้าใจมันก็คงจะพูดมากพูดมาย แต่ที่จะพูดนี้ คือสมถคืออะไร พระสมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการ รวบรวมและรวบลงแล้ว ก็คือ อุบาย คือการภาวนาให้จิตเป็นสมาธิ เมื่อกล่าวถึงเรื่องจิตเป็นสมาธิ ดำเนินถูกในหนทางอริยมรรค อริยผลแล้ว ก็เป็นอันถูกต้องแล้ว ในพระสมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการ

สมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการ รวบรวมและรวบลงแล้ว ก็คือ อุบาย
 คือการภาวนาให้จิตเป็นสมาธิ...
...การสอนให้ขึ้นทีละห้องละห้องจนครบทั้ง ๔๐ ห้องเป็นการสอนผิดและเข้าใจผิดจากพระบรมศาสดาเป็นอย่างยิ่ง

        อีกประการหนึ่งนั้น พระสมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการเหล่านี้ มีอาจารย์บางจำพวกสอนคณะสายานุศิษย์ของตน ให้ขึ้นพระสมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการเป็นห้อง ๆ ไป จนครบทั้ง ๔๐ ห้อง ๔๐ พระกรรมฐาน กระทำให้ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายเข้าใจผิดและถือเป็นถูก คือถือเอาว่าพระกรรมฐานทั้ง ๔๐ ห้องนี้ ใครได้ขึ้นห้องไหนก็ได้แต่ห้องนั้น ไม่ได้ครบทั้ง ๔๐ ห้อง ถ้าต้องการให้ครบทั้ง ๔๐ ห้องนั้น ต้องขึ้นเป็นทีละห้องละห้องจนครบทั้ง ๔๐ ห้อง จึงจะได้เรียกว่าพระกรรมฐาน ๔๐ ประการ เป็นการสอนผิด และเข้าใจผิดถือผิดเป็นถูก จากพระบรมศาสดาเป็นอย่างยิ่ง ความจริงพระธรรมวินัยทั้ง แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นี้  เป็นธรรมะแท่งเดียวกันทั้งหมดทั้งสิ้น องค์สมเด็จพระสัพพัญญูบรมครูเจ้าของเรานั้น  พระองค์ทรงเป็นวิภัชชวาที [5]  (วิ-พัด-ชะ-ชะ-วา-ที)  คือพระองค์ทรงจำแนกขันธ์ ๕

        คำว่าขันธ์ ๕ คือกายกับใจ ในตัวของมนุษย์ คนเดียว เท่านั้น  เป็นทั้งพระธรรม เป็นทั้งพระวินัย ครบจำนวนแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์รวมกันเข้าก็เป็นพระธรรมแท่งเดียวกันทั้งสิ้น เมื่อพระธรรมวินัยเป็นพระธรรมแท่งเดียวกันอยู่แล้ว อาจารย์บางจำพวกมาสอนให้แตกต่างออกไปเป็นห้อง ๆ  ไม่สอนให้รวมเป็นแท่งเดียวกัน ชื่อว่าสอนผิดจากองค์พระบรมครู ของเราอย่างยิ่ง

สมถกรรมฐานเพียงแค่ไหน เมื่อไรจะถึงวิปัสสนากรรมฐานสักทีหนึ่ง

        อีกประการที่สองนั้น นักปฏิบัติใหม่ ๆ ทั้งหลาย ยิ่งไม่รู้ชั้นภูมิแห่งจิต อาจจะตัดสินไม่ได้ว่า สมถกรรมฐานเพียงแค่ไหน เมื่อไรจะถึงวิปัสสนากรรมฐานสักทีหนึ่ง   ครั้นได้นั่งภาวนา  นั่งปฏิบัติกรรมฐานแล้ว บังเกิดมีความรู้นิด ๆ หน่อย ๆ ก็เข้าใจว่าตนได้วิปัสสนาญาณเสียแล้ว ก็เป็นผู้หลงผิดติดอยู่ ในสมถกรรมฐานตลอดไป เนื่องด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องพูด กล่าวเรื่อง เนื้อความย่อ ๆ ของสมถกรรมฐานไว้ ดังต่อไปนี้

        องค์สมเด็จพระวิชิตมารบรมครูเจ้า [อง-สม-เด็ด-พระ-วิ-ชิ-ตะ-มาน-บอ-รม-มะ-ครู-เจ้า]  เมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า ขึ้นในโลกแล้วนี้ พระองค์ย่อมทรงรู้แจ้งว่า เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ล้วนเป็นผู้หลงท่องอยู่ในวัฎสงสาร  [วัด-ตะ-สง-สาน] ไม่เห็นหนทางแห่งนิพพาน จึงเอาตนให้พ้นจากทุกข์ไม่ได้ เมื่อพระองค์ทรงพระมหากรุณา โปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ภัย ในวัฏสงสาร จึงจำเป็นต้องเตือน จึงจำเป็นต้องถนอมน้ำใจของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ให้สงบจากเครื่องข้องทั้งหลายเหล่านั้น แล้วพระองค์ก็ทรงรวมเข้าสู่วิธีหนทางพระนิพพาน ซึ่งเป็นหนทางเอกในโลก ไม่มีหนทางอื่นยิ่งขึ้นไปกว่า และเป็นทางอันเกษมจากโยคะ [6] ทั้งปวง

พระองค์ทรงสั่งสอน ให้เจริญพระสมถกรรมฐาน ๔๐ ประการบทหนึ่งบทใด เฉพาะเป็นที่สบายแก่อารมณ์  จริต  จิต หรือนิสัยของบุคคลเหล่านั้น

        วิธีหรือกุศโลบาย ที่พระองค์ทรงตะล่อมเอาจิต ให้สงบจากเครื่องข้องกิเลสทั้งหลาย ลงเข้าสู่วิธีหนทาง หาทางเข้าสู่พระนิพพานนี่แหละ เป็นวิธีที่สำคัญที่สุด จึงจำเป็นต้องทรงพระมหากรุณา  พระองค์ทรงตรัส ทรงเทศนา ทรงสั่งสอน ให้เจริญพระสมถกรรมฐาน ๔๐ ประการบทหนึ่งบทใด เฉพาะเป็นที่สบายแก่อารมณ์ จริต จิตหรือนิสัยของบุคคลเหล่านั้น ไม่ใช่ให้ขึ้นเป็นห้อง ๆ ไปจนครบ ๔๐ ห้อง แห่งพระสมถกรรมฐาน เมื่อเราได้ปฏิบัติพระสมถกรรมฐาน เป็นที่สบายแก่อารมณ์ แก่จริตของตนแล้ว พระองค์ก็ทรงพระมหากรุณาตรัส เทศนาสั่งสอนโปรดให้เรานั่งภาวนา

ข้อที่นักปฏิบัติใหม่ทั้งหลาย จะพึงพิจารณาดูว่า
สมถกรรมฐานเพียงแค่ไหน เมื่อไรจะถึงวิปัสสนากรรมฐานสักที

       วิธีนั่งภาวนานั้น เราก็กระทำ อยู่ได้ด้วยหลายวิธี มีแจ้งอยู่ในบทนั่งสมาธิ ถ้าเราเข้าใจในการปฏิบัติ จะยืน เดิน นั่ง นอน ให้เรามีสติพิจารณาอยู่ตลอด ข้อที่นักปฏิบัติใหม่ทั้งหลาย จะพึงพิจารณาดูว่า สมถกรรมฐานเพียงแค่ไหน เมื่อไรจะถึงวิปัสสนากรรมฐานสักที ข้อนี้ขอให้ลูกหลานทั้งหลาย ได้พิจารณา ในวิธี ปฏิบัติภาวนา ซึ่งจะกล่าวต่อไป เมื่อลูกหลานทั้งหลาย ในพระพุทธศาสนานี้ เมื่อลูกหลานทุกคน เป็นผู้มีศีล เป็นผู้ที่ละ มี “วัต”   “วัต”  คือข้อปฏิบัติพร้อมบริบูรณ์และมี “ธรรม”  “ธรรม”  ซึ่งมีอุปการะมากเป็นที่เจริญอยู่ เป็นผู้ตั้งอยู่ จึงเป็นผู้เจริญรุ่งเรืองมาก

        “ธรรมมีอุปการะมาก” มีหลายประการ แต่ที่จะกล่าวในที่นี้ จะกล่าว ให้ลูกหลานได้ฟังย่อ ๆ ว่า

หนึ่ง   จึงเป็นพึง จึงเป็นคนพึงเป็นผู้ไม่ประมาท ซึ่งเป็นบทธรรมอันไม่ตาย ถ้าเราไม่ประมาทแล้ว ธรรมทั้งหลายนั้นย่อมไม่ตายจากจิตจากใจของเราอย่างแน่นอน
สอง   เป็นผู้มีสติ เฉพาะหน้าเสมอ เพราะถ้าเรามีสติตั้งมั่นอยู่ในจิตในใจของเรานี้ เราก็จะไม่เผลอไผล่ไปในสิ่งอื่นเป็นแน่แท้ กิเลสเข้ามาเราก็รู้เท่าทันสิ่งเหล่านั้น
สาม   พึ่งเป็นผู้มีสัมปชัญญะ  คือรู้จิตเสมอ ว่าจิตใจของเรานี้ ตอนนี้มันปล่อยไปตามกระแสอารมณ์ กระแสแห่งกิเลสทั้งหลาย แล้วหรือเปล่า

         ธรรมสามประการเหล่านี้ เป็นธรรมมีอุปการะมาก ที่นักปฏิบัติย่อมเจริญอยู่ในใจให้เป็นนิจ ทั้งนี้ถ้าเรามาพิจารณาแล้ว อุปภาพเบื้องต้นแห่งการปฏิบัติ

ก่อนเราจะเจริญภาวนา ขอให้ลูกหลานจงเจริญตั้งมั่น เอาพรหมวิหาร ๔ นั้นมาตั้งอยู่ในจิตในใจของเราให้ได้เสียก่อน

        การปฏิบัตินั้นลูกหลานทั้งหลายพึงประกาศปฎิญาณตน มีความเข้าถึงไม่มีความลังเลสงสัย ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  และเราก็กราบพระไหว้พระเสร็จแล้ว ก่อนเราจะเจริญภาวนา ขอให้ลูกหลานจงเจริญตั้งมั่น เอาพรหมวิหาร ๔ นั้นมาตั้งอยู่ในจิตในใจของเราให้ได้เสียก่อน เมื่อเราเอาพรหมวิหาร ๔ คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แล้ว มาตั้งอยู่ในใจแล้วนี่ ขอให้ลูกหลานทั้งหลาย จงพยายามนึกถึง พระพุทธพจน์ คือ โอวาทที่พระพุทธองค์ทรงสอนแก่อริยสาวกทั้งหลาย ว่า “ในพระธรรมวินัยนี้ การกระทำกรรมฐานคือการนั่งปฏิบัติภาวนา มีการสละลมเป็นอารมณ์ย่อมได้สมาธิ  ได้ความที่จิตมีธรรมชาติ เป็นหนึ่งดังนี้” 

การนั่งภาวนา... เมื่อเรานั่งตัวตรงดีแล้ว เราก็พึงตั้งจิตให้ตรง คือตั้งสติลงตรงหน้ากำหนดรู้ซึ่งจิตเฉพาะหน้า ไม่ส่งจิตให้มันฟุ้งซ่านไป

        การนั่งภาวนานั้น ตามที่เราเข้าใจ ว่าท่านสอนให้เรานั่งขัดสมาธิ เอาขาเบื้องขวาวางทับขาเบื้องซ้าย มือเบื้องขวาวางทับมือเบื้องซ้าย และเราก็พึงตั้งกายให้ตรง คืออย่าให้นั่งก้มนัก เป็นคนหน้าคว่ำหน้าต่ำไม่ดี และอย่านั่งให้เงยหน้านักเป็นคนหน้าสูงเกินไป ไม่พอดีพองาม ทั้งอย่าให้เอียงไปข้างซ้ายข้างขวา ข้างหน้าข้างหลังตั้งตัวให้เที่ยงตรงจริง ๆ อย่ากดและอย่าข่ม อวัยวะแห่งหนึ่งแห่งใดในร่างกาย ให้ลำบากกายเปล่า ๆ  พึงวางกายให้สบายเป็นปกติเรียบร้อย ข้อที่ตั้งกายให้ตรงนี้ เรามาพึงดูรูปพระพุทธรูป หรือรูปพระพุทธเจ้า เรามานั่งกรรมฐานเป็นตัวอย่าง เมื่อเรานั่งตัวตรงดีแล้ว เราก็พึงตั้งจิตให้ตรง คือตั้งสติ ลงตรงหน้ากำหนดรู้ซึ่งจิตเฉพาะหน้า ไม่ส่งจิตให้มันฟุ้งซ่านไปในเบื้องหน้าที่มันยังมาไม่ถึงหรือในอนาคตกาลอันยังมาไม่ถึงทั้งหลาย และไม่ให้ฟุ้งซ่านส่งไปในเบื้องหลัง คือเมื่ออดีต อันล่วงไปแล้ว ก็เป็นอันล่วงไปแล้ว ทั้งไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องซ้ายเบื้องขวา  ทั้งไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทางใดทางหนึ่ง   พึงเป็นผู้มีสติ กำหนดจิตรวมเข้าตั้งไว้ในจิต จนกว่าจิตจะเป็นเอกัคคตาจิต [เอ-กัก-คะ-ตา-จิต] คือจิตเป็นหนึ่งเดียว

จิตเป็นผู้รู้โดยธรรมชาติ เป็นแต่เพียงสักว่ารู้
...ไม่รู้จักดี ไม่รู้จักชั่ว ไม่รู้จักผิด ไม่รู้จักถูก

        คำว่า “จิต” นั้น จิตเป็นผู้รู้โดยธรรมชาติ เป็นแต่เพียงสักว่ารู้  คือรู้สึก รู้นึก รู้คิด รู้ร้อน รู้เย็น รู้ได้เห็นได้ยินได้ฟังและรู้ดมกลิ่นเรื่องรสสัมผัสถูกต้อง สิ่งสารพัดทั้งปวง ไม่รู้จักพินิจพิจารณา ไม่รู้จักตัดสินอะไรไม่ได้ทั้งนั้น จึงเป็นอันว่าไม่รู้จักดี ไม่รู้จักชั่ว ไม่รู้จักผิด ไม่รู้จักถูก

สติ เป็นตัวผู้รู้ มีอำนาจอยู่เหนือจิต สามารถรู้เท่าทันจิต และ
รู้เรื่องของจิตได้ดี...ตลอดมีความสามารถทำการปกครองจิตของเราให้ดี

        ส่วนตัวสตินั้น เป็นตัวผู้รู้ มีอำนาจอยู่เหนือจิต สามารถรู้เท่าทันจิตและรู้เรื่องของจิตได้ดี ว่าเวลานี้จิตดีเวลานี้จิตไม่ดี ตลอดมีความสามารถทำการปกครองจิตของเราให้ดีได้จริง ๆ ลูกหลานทั้งหลายที่มาปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้ พึงกำหนดเอาตัวผู้รู้ มีอำนาจอยู่เหนือจิตนั้น มาตั้งลงตรงหน้าเป็นสติ ทำหน้าที่กำหนดรู้ซึ่งจิต และรวมเอาดวงจิตเข้าตั้งไว้ในจิต พยายามจนกว่าจิตจะรวมเป็นหนึ่ง  ท่านจึงจะเป็นผู้มีสติ มีสัมปะชัญญะ พร้อมบริบูรณ์ในขณะเดียวกัน

        วิธีรวมจิตเข้าตั้งไว้ในจิตนี้ การสำรวมเอาจิตเข้าตั้งไว้ในจิต ได้นั้นถือว่าเป็นการดีลูกหลานทั้งหลาย และเราก็พยายามสำรวมระวังไม่ให้จิตฟุ้งซ่าน ไปในที่ทั้งปวงจะเป็นการดี เราท่านทั้งหลายนี่ สำรวมระวังรักษา สำรวมระวังรักษารอบคอบในที่ทั้งปวงแล้ว ย่อมเป็นผู้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงดังนี้

        วิธีรวมจิตนั้น พึงเป็นผู้มีสติ ตั้งไว้เฉพาะหน้า กำหนดรู้ซึ่งจิต ซึ่งเป็นตัวผู้รู้โดยธรรมชาติ ที่รู้สึก รู้นึก รู้คิดอยู่เฉพาะหน้า แล้วพึงพิจารณา หรือระลึกในใจว่า 
        “พระพุทธเจ้าของเราอยู่ในใจ  พระธรรมเจ้าของเราอยู่ในใจ พระอริยสงฆ์ทั้งหลายอยู่ในใจ”  
ของลูกหลานทุกคน

        เมื่อ “พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์” อยู่ในใจของลูกหลายทั้งหลายเหล่านี้แล้ว  พวกเราก็ไม่ต้องกังวนวุ่นวายอะไร และก็ไม่ต้องส่งใจไปสู่ที่อื่น เราต้องพยายาม เราก็ต้องทำความตกลงกำหนดเอาแต่ใจของเราดวงเดียวเท่านี้ให้ได้ เมื่อเราตกลงดังนี้ พึงตั้งสติลงตรงหน้า กำหนดเอาตัวผู้รู้ คือจิตเฉพาะหน้าแล้วให้เรานึกคำบริกรรมภาวนา กรรมฐานบทหนึ่งบทใด ที่พูดตั้งแต่ตอนต้น ซึ่งเป็นที่สบายแก่จิตของตัวเราเอง บริกรรมภาวนาสืบต่อไป

ก่อนที่เราจะนั่งภาวนา บริกรรมภาวนาก็ดี พึงระลึกพึงดูให้รู้แน่เสียก่อนว่า
“สติได้กำหนดจิตถูกแล้วหรือยัง”

        ก่อนแต่จะนึกถึงคำบริกรรม หรือก่อนที่เราจะนั่งภาวนา บริกรรมภาวนาก็ดี พึงระลึกพึงดูให้รู้แน่เสียก่อนว่า “สติได้กำหนดจิตถูกแล้วหรือยัง” 
        เมื่อรู้ว่าสติได้กำหนดจิตถูกแล้ว แต่จิตยังไม่สงบและยังไม่รวม พึงตรวจดูจิตต่อไปว่า 
        “จิตที่ยังไม่รวมเป็นเพราะเหตุใด เป็นเพราะจิตของเรายังไม่ตกลงเชื่อมั่นต่อคุณพระรัตนไตรอย่างนั้นหรือ หรือจิตของเรายังฟุ้งซ่านไปตามกระแสอารมณ์ความคิดต่าง ๆ” 
        ถ้าจิตของเราตกลงเชื่อมั่นต่อคุณพระรัตนไตรว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจของเรานี้จริงแล้ว ก็เป็นอันนึกคำบริกรรมภาวนาได้ทันที หรือได้แล้ว

        แต่ถ้าเรายังไม่ตกลงและไม่เชื่อมั่นต่อคุณพระรัตนไตรว่า มีในใจของเราจริงหรือเปล่า ก็นึกคำบริกรรมภาวนาไม่ได้ ถึงแม้นึกไปใจมันก็ไม่สงบ และมันก็ไม่รวมเป็นหนึ่งลงได้สักทีหนึ่ง เราต้องจำเป็นต้องพิจารณา ให้รู้ให้รอบคอบเสียก่อนว่า “จิตของเราคิดไปตามอารมณ์อะไร” ในอารมณ์ที่จิตคิดไปนั้น เป็นอารมณ์ที่น่ารัก หรือเป็นอารมณ์ที่น่าเกลียดน่าชัง เมื่อเรารู้ว่าจิตของเราติดอยู่ในความรักก็ดี หรือติดอยู่ในความเกลียดความชังก็ดี ให้เราพิจารณาเถิดว่า “จิตของเรานั้นเป็นจิตที่ลำเอียง จึงไม่ตกลงและไม่สงบ” เมื่อทราบความจริงดังนี้แล้ว ให้เราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบดังต่อไปนี้ คือ

        หนึ่ง   จงรวบรวมสติให้ลงเป็นคนกลาง กำหนดเอาดวงจิต ของเรานั้นเข้ามาตั้งไว้เป็นกลาง ทำความรู้เท่าส่วนทั้งสองส่วน คือรู้เท่าทั้งส่วนความรัก ทั้งส่วนความเกลียด ให้เราตั้งตรงแน่วแน่ อยู่ที่เฉพาะหน้า เมื่อมีสติเป็นกลาง จิตก็ย่อมเป็นกลาง เมื่อจิตเป็นกลางแล้ว และได้ทำความรู้เท่าส่วนทั้งสองนี้ จงรวมเอาจิตเข้ามาตั้งไว้ที่เฉพาะหน้า ทั้งให้เราได้พิจารณาและแลให้เห็นคุณของพระรัตนไตร ให้จิตเรานั้นปราศจากนิวรณ์ 

        และเราก็วางจากอารมณ์ดี เราก็มานึกถึงบริกรรม คำภาวนาบทหนึ่งบทใดก็ได้ ที่มันจะสบายแก่ตัวเราเอง ให้เราว่า เริ่มต้นนั้น ให้เราว่า “พุธโธ ธัมโม สังโฆ” สัก 3 เที่ยวก่อน และเราก็รวบลงเอาคำเดียวว่า “พุธโธ” หรือบทหนึ่งบทใดอะไรก็ได้ เป็นอารมณ์ นึกอยู่แต่ในใจ ไม่ต้องออกปาก คือไม่ให้มีเสียง มีสติจดจ่อต่อจิตจริง ๆ ภวังค์ เมื่อจิตของเราตกสู่ภวังค์เองแล้วนี่ มันก็จะหยุดทำบริกรรมนั้นเอง เราก็มีสติ ตามกำหนดเอาจิตในภวังค์ให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิต่อไป

        วิธีกำหนดรู้จิตตกลงสู่ภวังค์เองนั้น ในเบื้องต้น เราจะกล่าวถึงว่า เรื่องภวังค์ แล้วจึงจะกล่าวถึงเรื่องวิธีกำหนดรู้ ซึ่งจิตตกลงสู่ภวังค์เองให้ได้ ทีหลัง

คำว่า “ภวังค์” แปลว่าจิตดวงเดิม
คือจิตเมื่อแรกเข้าสู่ปฎิสนธิในท้องของแม่เราเองแล้วนี่

        คำว่า “ภวังค์” แปลว่าจิตดวงเดิม คือจิตเมื่อแรกเข้าสู่ปฎิสนธิในท้องของแม่เราเองแล้วนี่ จิตตั้งภวังค์ขึ้นเป็นตัวภพ เหตุนั้นจิตที่ตกลงสู่ภวังค์แล้วจึงเรียกว่า “จิต”ดวงเดิม ถ้าเรารู้จักหน้าที่ของจิตในเวลาอยู่ในภวังค์นี้ จิตมีหน้าที่ทำตามชาติภพ คือสืบต่ออายุให้เจริญรุ่งเรืองไม่ทำการรับรู้รับเห็นในทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้นทางกาย ทั้งภายนอก มนุษย์ทุกคนเมื่อเข้าสู่ปฎิสนธิในท้องของแม่ จิตตั้งภวังค์ขึ้นเป็นตัวภพแล้ว จึงได้ไปสู่ จึงได้เกิด เป็นชาติเป็นมนุษย์ขึ้นมา ในที่นี้ประสงค์จะแสดงที่ คำว่า “ภวังค์” ให้ลูกหลานที่ปฏิบัติได้ทราบไว้ทั้ง ๔ ที่ ในลำดับแห่งขณะจิตนั้น

หนึ่ง   อตีตะภวังค์ [อะ-ตี-ตะ-พะ-วัง]  จิตอยู่ในภวังค์ ปล่อยให้อารมณ์ ล่วงไปเปล่า ๆ
สอง   ภวังคจลนะ [พะ-วัง-คะ-จะ-ละ-นะ] คือจิตเคลื่อนไหวตัว จะออกจากภวังค์
สาม   ภวังคุปัจเฉทะ [พะ-วัง-คุ-ปะ-เฉ-ธะ] จิตขาดจากความ ไหวไหวตัว
สี่   ปัญจทวาราวัชนะ [ปัน-จะ-ทะ-วา-รา-วัด-ชะ-นะ]  คือจิตออกสู่ทวารทั้ง 5

        จิตใคร่ครวญในอารมณ์ จิตน้อมรับอารมณ์ จิตที่ตกลงจะถือเอาอารมณ์  จิตกามาพจรและเนื่อง ๆ กันไป  จิตรับเอาอารมณ์ได้สำเร็จ ตามความปรารถนา และเป็นจิตตกลงสู่ภวังค์เดิมอีก” เรื่องภวังค์จิต”กับ”เรื่องขณะจิต” ที่กล่าวมานี้เป็นจิตของสามัญมนุษย์ทั่วไปในโลก ที่ยังไม่ได้ประพฤติ ปฏิบัติ พระพุทธศาสนาของเราก็เหมือนกัน ถ้าคนปฏิบัติก็เป็นอยู่อย่างนั้น

        อนึ่ง เรื่องจิตที่ออกจากภวังค์และตกเข้าสู่ภวังค์ ดังข้อที่กล่าวมาแล้ว ที่พูดให้ฟังแล้ว เป็นเรื่องที่จิตออกเร็วเข้าเร็วมากที่สุด และออกอยู่ทุกเวลาและเข้าอยู่ทุกเวลาที่กระพริบตาจนสามัญมนุษย์ทั้งหลายไม่สามารถตามรู้ได้ทัน แม้นัยน์ตาเมื่อดูสิ่งของอันหนึ่งอันหนึ่งอยู่แล้ว จะส่ายสายตาไปดูสิ่งอื่นอีก จิตก็ตกเข้าสู่ภวังค์ก่อน แล้วออกจากภวังค์ จึงดูสิ่งอื่นต่อไปได้เป็นการรวดเร็ว จนเราไม่รู้สึกว่า ออกเมื่อไรเข้าเมื่อไร นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้ มีประสงค์จะทำจิตให้เป็นสมาธิมีปัญญาปรีชาญาณรู้แจ้งทันตลอดในพระธรรมวินัย จึงจำเป็นต้องกำหนดให้รู้จิตที่ตกลงสู่ภวังค์เอง

        วิธีกำหนดให้รู้จิตที่ตกลงสู่ภวังค์ เองนั้น พึงมีสติกำหนดให้รู้จิต ในเวลาที่มัน ที่เรากำลังนึกถึงคำบริกรรมภาวนาอยู่นั้น ครั้นเมื่อเรามีสติกำหนดจดจ่อต่อคำบริกรรมภาวนาจริง ๆ แล้ว จิตของเราก็ย่อมจดจ่อต่อคำบริกรรมด้วยกัน เมื่อจิตจดจ่อต่อคำบริกรรมอยู่แล้ว จิตย่อมตั้งอยู่ในความเป็นกลาง ๆ เมื่อจิตเป็นกลาง ๆ จิตย่อมวางอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตวางอารมณ์ภายนอกหมดแล้ว จิตย่อมตกลงสู่ภวังค์เอง เมื่อจิตตกลงสู่ภวังค์ ย่อมแสดงอาการ ให้รู้สึกได้ทุกคนตลอดไป คือแสดงให้รู้สึกลมวูบวาบ ลงทั้งแรงก็ดี หรือแสดงให้รู้สึกว่าสงบนิ่ง แน่ลงถึงที่แล้ว สว่างโล่งเยือกเย็นอยู่ในใจ จนลืมภายนอกหมดลืมตนลืมตัว หรือลืมคำบริกรรมภาวนาอย่างนี้เป็นต้น แต่บางคนก็ไม่ถึงกับลืมภายนอก แต่ก็ย่อมรู้สึกว่าเบากาย  เบาใจ เยือกเย็นเป็นที่สบายเฉพาะภายในเหมือนกันทุกคน องค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ทรงรับรองการเบากาย เบาใจนี้ว่า

หนึ่ง   การเบากายเบาใจ
สอง   การอ่อนหวานพร้อมทั้งกายทั้งใจ
สาม   ความสงบพร้อมทั้งกายทั้งใจ
สี่       เที่ยงตรงพร้อมทั้งกายทั้งใจ
ห้า     ควรแก่การกระทำพร้อมทั้งกายทั้งใจ
หก     คล่องแคล้วสะดวกดีพร้อมทั้งกายทั้งใจ และระงับทุกขเวทนาต่าง ๆ คือระงับความเหน็ดความเหนื่อยความหิวทั้งปวง ตลอดความเจ็บปวดทุกประการ ก็ระงับตัดหายไปพร้อมกัน รู้สึกได้รับความสบายกาย สบายใจ ปลอดโปร่งในใจขึ้นพร้อมกันทีเดียว

        เมื่อรู้สึกดังข้อที่กล่าวมาแล้วทั้งสิ้น ให้เราพิจารณาหรือแม้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง พึงรู้ว่าจิตตกภวังค์แล้ว ให้หยุดคำบริกรรมภาวนาที่นึกอยู่นั้นเสีย ไม่นึกอะไรต่อไปอีก เป็นแต่ให้มีสติตามกำหนดเอาจิตในภวังค์นั้นให้ได้ คือกำหนดรู้ว่า

“จิตของเราเมื่อตกเข้าไปสู่ภวังค์แล้ว ไปตั้งอยู่อย่างไร”

เมื่อมีสติกำหนดรู้แล้ว ให้มีสติขีดวงไว้ให้รอบ กำหนดเอาจิตไว้ในขอบเขต บริเวณแห่งสตินั้น จนกว่าจิตนั้นจะหดตัวละเอียดเข้าเอง และใสบริสุทธิ์เป็นหนึ่งอยู่เอง ตลอดเวลาที่เราจะประชุมอริยมรรคสมังคี เป็นเอกสิทธิ เอกธรรม เอกมรรคอยู่เอง เมื่อรู้จิตของเรารวมเป็นอริยมรรค ถึงเป็นผู้มีสติ ตรวจดูให้รู้แจ้งว่า สติพร้อมทั้งสัมปชัญญะและสมาธิกับองค์ปัญญา ตลอดจนอริยมรรคทั้ง 8 ประการ ก็พร้อมกันอยู่ในอริยมรรคสมังคีอันเดียวกัน เมื่อรู้แจ้งประจักษ์ดังกล่าวมาแล้วนั้น พึงรักษาความไม่ประมาท เลินเล่อ อย่าเผลอตัวและอย่าเผลอสติทั้งอย่าทอดทิ้งสิ่งที่เราได้ ให้มีสติตามกำหนดรู้อยู่อย่างนั้น จนกว่าจะรู้สึกเหนื่อยหรือได้เวลาแล้ว จึงออกจากสถานที่นั่ง ที่ภาวนา ภาวนาอย่างที่กล่าวมานี้ เรียกว่า “ภาวนาอย่างละเอียด”

เมื่อจะออกจากที่นั่งภาวนา...อย่าออกให้เร็วนักจนเผลอเลอลืมสติ

       เมื่อเราจะออกจากที่นั่งภาวนานั้น ให้พึงออกในเวลาที่รู้สึกเหนื่อย หรือได้เวลาแล้วจึงออกจากที่นั่งพระกรรมฐาน แต่เมื่อจะออกจากที่นั่งภาวนาจริง ๆ นั้น อย่าออกให้เร็วนัก จนเผลอเลอลืมสติไม่ดี พึงออกจากที่นั่งสมาธิภาวนา ด้วยความมีสติพิจารณาเหตุผลให้รอบคอบทั้งจิตเบื้องต้นและจิตเบื้องปลายเสียก่อน คือให้เราระลึกถึงวิธีที่เราได้มานั่งปฏิบัติครั้งแรกว่า

 “เบื้องต้นเราได้เข้าสมาธิอย่างไร และได้ตั้งสติกำหนดจิตอย่างไร
ให้พิจารณารำลึกถึงคำบริกรรมภาวนาว่าอย่างไร”

จิตของเราจึงได้สละลงได้สงบ จากอารมณ์ที่เกิดจากกิเลศทั้งหลายเหล่านั้นลงได้ และจิตเบื้องปลาย เมื่อจิตของเราสงบแล้ว เราได้ตั้งสติกำหนดจิตอย่างไร ได้พิจารณารู้จริงเห็นจริงอย่างไร ดวงจิตของเราจึงรวมเป็นหนึ่งอยู่ได้ ไม่ถอนจากสมาธิภาวนา

       เมื่อเรามานั่งพิจารณา หรือระลึกได้แล้วว่าในเบื้องต้น เราได้เข้าสมาธิอย่างนั้นตั้งสติอย่างนั้น กำหนดจิตอย่างนั้น พิจารณา และนึกคำบริกรรมอย่างนั้น จิตของเราจึงได้สงบ และรวมลงมาเป็นอย่างนี้ เมื่อจิตของเรารวมลงมาแล้วเราได้ตั้งสติ กำหนดจิตอย่างนี้ พิจารณาอย่างนี้ ได้ความรู้จริงเห็นจริงอย่างนี้

        เมื่อได้ความชัดเจนแล้วจึงทำดู  โสมนัสสิการ คือกำหนดไว้ในใจว่า ถ้าเราออกจากที่นั่งนี้แล้ว เราจะกำหนดสติจะกำหนดจิตของเราไว้ให้ดีอยู่อย่างนี้เสมอตลอดไป ไม่ให้เผลอสติได้ ครั้นเมื่อเข้าสมาธิหรือปฏิบัติกรรมฐานอีกคราวหลัง เราก็จะได้เข้าให้ถูกตามวิธีที่เราได้ทำมาแล้วทุกประการ คือการกำหนดใจไว้ดีแล้ว เมื่อเราคลายหรือเราดูออกจากการปฏิบัติภาวนา หรือเราจะนอนลงไปก็ให้กำหนดใจกำหนดจิตนั้นไว้จนมันกว่าจะนอนหลับ ครั้นเมื่อตื่นขึ้นจากหลับก็ให้มีสติ กำหนดเอาใจไว้ตลอดวัน และพึง คือ ยืน เดิน นั่ง นอน พึงพยายามทำความเป็นผู้มีสติ กำหนดรู้ซึ่งจิตของตนเสมอ ไม่ต้องการรู้จิตรู้วาระจิตบุคคลอื่นให้เรารู้จิตดวงจิตเราด้วยตัวของตัวเราเองอยู่เสมอ จนกว่าจะชำนาญและคล่องแคล้ว ในการปฏิบัติ คือ

ชำนาญในการพิจารณา สมาธิภาวนา
ชำนาญในการเข้านั่งปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา
ให้เราชำนาญในการตั้งสติ ทำจิตให้เป็นสมาธิ  ไว้ให้มั่นคงไม่ให้เคลื่อนคลาดจากจิตกำหนดเดิมไว้
ชำนาญในการที่จะออกจากการปฏิบัติภาวนา โดยมิให้เคลื่อนคลาดจากที่กำหนดวิธี การออกการเข้า
ชำนาญในการพิจารณาให้รอบคอบ ในเวลาที่เราจะออกจากที่นั่งปฏิบัติภาวนานั้น

       ลูกหลานทั้งหลาย ที่เป็นนักปฏิบัติก็ดี หรือเป็นนักปฏิบัติใหม่ก็ดีในพระพุทธศาสนา จงเป็นผู้ ไม่เสียสติ และกำหนดชำนาญในเรื่องที่หลวงปู่พูดให้ฟังนั้น เมื่อเราชำนาญได้แล้วเราก็จะพึงตรวจดูชั้นภูมิแห่งจิตของตัวเราเองว่า “ภูมิจิตของเรานั้น เท่าที่เราได้พิจารณาเห็นว่าชำนาญ หรือที่เรียกตามภาษาบาลีว่า “วสี” ทั้ง ๕  ประการนั้น ภูมิจิตเราได้สำเร็จอริยมรรคแล้วหรือยัง” ถ้าเราชำนาญเราเห็นผล ทำจนคล่องแล้ว ในปฐมมรรคหรือปฐมฌานดีแล้ว เราจึงกระทำความเพียรเพื่อละเสียซึ่งส่วนที่หยาบมีศพเป็นต้น ให้ถึงซึ่งความละเอียดมีญาณเป็นต้น โดยสมควรแก่จริตของจิตจนเกิดเป็นเป็นอริยมรรค อริยผลต่อไป จนกว่าจะเข้าถึงทุติยมรรค ทุติยผล ทุติยฌาน และตติยมรรค ตติยผล ตติยฌานตลอด จตุตถมรรค จตุตถผล หรือจตุตถฌานโดยสมควรแก่ความรู้ แก่การปฏิบัติของพวกเราเองทั้งหลาย

       ขอให้ลูกหลานทั้งหลายนั้น ที่เป็นนักปฏิบัติใหม่ จงเอาวิธีนี้ปฏิบัติ ให้พิจารณาอยู่อย่างนี้ไปก่อนเรื่อย ๆ จนเราจะรู้เห็นจริง หรืออย่างน้อยให้พิจารณารู้นี้ หรือกายนี้เป็นของไม่เที่ยง ให้เราพิจารณาว่า

“กายนี้มันเที่ยงหรือไม่เที่ยง นับวันจะแก่เฒ่าชราตายลงไปหรือไม่”

ให้เราถามใจตัวเราเอง ให้เรานึกถึงความตาย เพ่งให้มันรู้ว่าเราตายแล้วเราได้ประโยชน์อะไรของความตาย เราเกิดขึ้นแล้ว เรากำลังตั้งอยู่ พอพ้นสุดท้ายเราก็ต้องดับไปในที่สุด ก็อยากให้ลูกหลานทุกคนนั้น พ้นจากความทุกข์ พ้นจากสิ่งที่เกิดมาแล้ว ไม่สมปรารถนา ขอให้ลูกหลานทุกคน จงพยายามทำจิตใจของเรายึดเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม เพราะเราเกิดมาสร้างกรรม เรามาสร้างกรรมดี เราจะไม่สร้างกรรมชั่ว เกิดมาแล้วทุกรูปทุกนาม ต้องดับทั้งหมด ไม่มีอะไรตั้งอยู่ได้ สิ่งที่ตั้งอยู่ได้ คือความจริง  คือพระนิพพานเท่านั้น

เที่ยวให้พอ...กินกันให้พอ...สิ่งไหนเป็นกิเลส ให้มันพอได้แล้ว

       ลูกหลานเอ่ย คิดให้ดีนะลูก เที่ยวกันให้พอ ถ้าเรารู้จักคำว่าเที่ยวให้พอแล้ว ให้เราหยุดนะลูก  กินกันให้พอ สิ่งไหนเป็นกิเลส ให้มันพอได้แล้วลูก นะลูกหลานทั้งหลายเอ่ย จงเร่งพยายามปฏิบัติเอาไว้ หนีกันไปให้พ้น เพื่อพระนิพพาน คือการไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏสงสารนี้อีกต่อไป จงยึดมั่นนะลูก เรามาเจอแสงสว่างแล้ว อย่าให้มันมืดกลับไปนะลูก เรามาเจอแสงสว่างแล้ว จงสว่างกลับไปนะลูก หลวงปู่ขอให้ ทุกคน จงยึดมั่นในคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ และรักษาอยู่ในคุณงามความดี คือศีล ทาน ภาวนา

       ศีล สมาธิ ปัญญา เกิดขึ้น ถ้าเราปฏิบัติ หลวงปู่ขอเป็นกำลังใจให้ ลูกหลานทุกคน หลวงปู่ไม่ทิ้งใครถ้าใครไม่ทิ้งหลวงปู่ รักทุกคน ขอให้ทุกคนรักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รักในศีล ในทาน ในภาวนา นั่นแหละลูกหลานทั้งหลายเอ่ย ชื่อว่าอยู่ใกล้หลวงปู่มากที่สุด

       ขอให้ทุกคนมีสุข หลวงปู่ขอจบแค่นี้ก่อน วันนี้ขอให้ทุกคนจงเจริญในธรรม และอย่าทิ้งธรรมนะลูกเอ่ย หลานเอ่ย รักและห่วงนะลูก


เรามาเจอแสงสว่างแล้ว อย่าให้มันมืดกลับไปนะลูก
 เรามาเจอแสงสว่างแล้ว จงสว่างกลับไปนะลูก

ขอให้ทุกคนรักพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์
รักในศีล ในทาน ในภาวนา

ขอให้ทุกคนจงเจริญในธรรม และอย่าทิ้งธรรมนะลูก


[1] พุทธบริษัท   หมู่ชนที่นับถือพระพุทธศาสนามี 4 จำพวก คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
[2] พุทธมามกะ   ผู้ประกาศตนว่าเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา
[3] ปุถุชน   คนที่ยังมีกิเลสหนา, ผู้ที่มิได้เป็นพระอริยบุคคล
[4] พระอภิธัมมัตถสังคหะ   คัมภีร์ประมวลสรุปเนื้อความในพระอภิธรรมปิฎก พระอนุรุทธาจารย์แห่งมูลโสม วิหารในลังกาทวีปรจนาเมื่อประมาณ พ.ศ.๑๗๐๐
[5]  วิภัชชวาที   “ผู้กล่าวจำแนก”, “ผู้แยกแยะพูด” คือคำแสดงคุณลักษณะหนึ่งของพระพุทธเจ้า หมายความว่าทรงแสดงธรรมแยกแยะแจกแจงออกไปให้เห็นว่า สิ่งทั้งหลายเกิดจากส่วนประกอบย่อย ๆ มาประชุมกันเข้าอย่างไร
[6] โยคะ   กิเลสเครื่องประกอบ คือประกอบสัตว์ไว้ในภพ หรือผูกสัตว์ดุจเทียมไว้กับแอก




พุทธะ - ธรรมบรรยาย

ทาน ศีล ภาวนา
พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน โดยพระอาจารย์วิชชา กิจจวิชโช วัดป่าวัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน จ.เชียงใหม่ article
ธรรมทาน และ อภัยทาน
"พระโสดาบัน" โดย พระราชพรหมญาณ
"อย่าทนงตน" โดย หลวงพ่อราชพรหมญาณ
หลวงปู่ชาตอบปัญหา แก่พระสุญโญภิกขุ
คำสอนหลวงพ่อจง พุทธัสสโร วัดหน้าต่างนอก
"พัฒนาแต่ทรัพยากรคน ลืมพัฒนาประชาชนที่ครองเมือง" ตอนที่ ๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
"รักษาศีล" ทำอย่างไร?
กระจกส่องกรรม
นินทานั้นไม่มีโทษ...แก่ผู้ถูกนินทาเลย โดย สมเด็จพระสังฆราช ฯ
“วิกฤตบ้านเมืองวันนี้ โอกาสที่มีควรเป็นของใคร” ตอนที่ ๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
"ก้อนหิน" กับ "เลขหวย" : ธรรมะสวัสดีของหลวงตาเย็น โดย คุณ Jarusuke
"บุญหน้าตาเป็นอย่างไร" : ธรรมะสวัสดีของหลวงตาเย็น โดย คุณ Jarusuke
ชนะใครไม่เท่าชนะใจตนเอง โดยพระมิตซูโอะ คเวสโก 2 ก.พ.52
บางส่วนจากหนังสือ“มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี
ลักษณะของ "คู่สร้างคู่สม" (puyka)
โดยมาก"อยากเป็นพระพุทธเจ้า"มากกว่าการช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ (copy)
เทวดาถามคำถาม : deva asked for dhamma (copy)
เข้าใจผิดเรื่องการบรรลุธรรม (TH-ENG) (copy)
การใช้ถ้อยคำของพระพุทธองค์ (copy)
"เจแต่กาย" แต่ "ใจไม่เจ"



[1]

ความคิดเห็นที่ 3 (36261)

j_sawat  ตอบ: 11/04/2009 9:51 pm    ชื่อกระทู้: เอาพรหมวิหาร 4 นั้นมาตั้งอยู่ในจิต เป็นอย่างไรค่ะ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คิดง่ายอย่างนี้ดีไหม?

คงรู้จัก "คนใจดี" แล้วนะครับ

คนใจดี ก็จะไม่เอาเรื่องกับสิ่งที่มากระทบ เห็นใครตกทุกข์ได้ยากก็รู้สึกสงสาร ไม่อยากให้เขาต้องเป็นอย่างนั้น ความรู้สึกเช่นนี้เรียกว่ามี เมตตาจิต

และยังรู้สึกว่า อยากจะช่วยให้เขาพ้นจากทุกช์นั้นพร้อมกับให้ความช่วยเหลือเต็มที่ เท่าที่จะทำได้ การกระทำเช่นนี้แสดงให้เห็นถึง การุณจิค

พอช่วยเขาให้มีความสุขได้ก็รู้สึกปีติยินดีในความสุขของสัตว์โลกนั้น ก็เกิดเป็นมุทิตาจิต

และ ถ้าหากไม่อาจช่วยได้จริง ก็ต้องวางใจ ให้เป็นกลาง อย่ากังวล ทุกข์ร้อนกับสัตว์โลกนั้น หรือสะใจที่เขาเป็นอย่างนั้น ก็จะเกิดเป็นอุเบกขาจิต

ส่วนจะทำตนให้เป็นคนใจดีนี่แหละ เป็นปัญหาใหญ่ มิใช่อยู่ๆ ก็เกิดใจดีขึ้นมาได้ จะเป็นก็เพียงบางครั้งบางคราวกับคนที่ถูกใจเท่านั้น จะเป็นญาติหรือไม่ก็ไม่สำคัญ

การเอาพรหมวิหาร ๔ มาตั้งในจิตนี้น ต้องผ่านกระบวนการ ไตรสิกขา คือ

เริ่มจากทาน ถ้ามีใจให้ทานได้ ความเมตตาก็เริ่มเกิด ให้น้อยเมตตาน้อย ให้บ่อยหรือให้มากก็มีเมตตามาก ตามดีกรีแห่งจิต คือ จิตอยากให้ทาน ไม่ใช่ทำด้วยความจำเป็น จำใจ หรือจำกัด ช่วงนี้ก็จะมี กรุณาเกิดขึ้นแล้ว และมีมุทิตาเกิดขึ้นเมื่อทานสำเร็จ แต่ถ้าไม่สามารถทานได้ทั้งที่อยากทาน ก็ต้องทำใจยอมรับว่าไม่สามารถทำได้ มีโอกาสจะทำทันที

ต่อไปก็รักษาศีล การปฏิบัติตนให้มีกายดี วาจาดี ใจดี หรือคิดดี ทำดี พูดดี เป็นปกติ ซึ่งจะได้พรหมวิหารครบองค์ ๔ เช่นกัน และ

สุดท้ายก็คือ ภาวนา เป็นการอบรมจิต รักษาจิต ให้มีธรรม รู้ความจริงว่า ทุกคนเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งสิ้น เราไม่อยากทุกข์เช่นไร ก็ไม่อยากให้คนอื่นทุกข์เช่นนั้น และกาย วาจา ใจก็จะเข้าครรลองของพรหมวิหาร ไปจนครบองค์ ๔

หรือง่ายที่สุด ก็คือ การรักษาใจให้อยู่ภาวะที่สว่าง สะอาด และสงบ นั่นเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น Mirin วันที่ตอบ 2009-04-18 09:26:04


ความคิดเห็นที่ 2 (36050)

ดิฉันได้มีโอกาสเรียนถามข้อสงสัยของตนเองกับหลวงปู่ทองดีอนีโฆทางเว็บไซด์ของท่านเกี่ยวกับซีดีจิตสู่ภวังค์ว่า
"ก่อนเราจะเจริญภาวนา ขอให้จงเจริญตั้งมั่น เอาพรหมวิหาร 4 นั้นมาตั้งอยู่ในจิตในใจของเราให้ได้เสียก่อน"  เอาพรหมวิหาร 4 นั้นมาตั้งอยู่ในจิต เป็นอย่างไรค่ะ

และมีท่านผู้รู้ได้ตอบคำถามของดิฉันแทนหลวงปู่ดังนี้ค่ะ

ในระหว่างรอคำตอบจากหลวงปู่ (หลวงพ่อช่วยกราบเรียนถามคำถามให้ด้วยนะครับ) ผมขออนุญาตค้นคว้ารายละเอียดเกี่ยวกับ "พรหมวิหารธรรม" มาอ่านเพื่อบันเทิงในธรรมะกันสักนิดนะครับ

คำว่า "พรหมวิหาร ๔ " แยกออกเป็น

จตุ ( สี่ ) + พรฺหม ( ผู้ประเสริฐ , ท่านผู้เป็นใหญ่ ) + วิหาร ( เครื่องอยู่ )

เครื่องอยู่ของท่านผู้ประเสริฐ หรือผู้เป็นใหญ่ ๔ อย่าง หมายถึง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

ผู้ที่มีธรรม ๔ อย่างนี้ แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้ใหญ่ เพราะเป็นคุณธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญพรหมวิหาร ๔ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อัปปมัญญา เพราะอบรมเจริญจนแผ่ไปได้ไม่มีประมาณ ทั้ง ๔ อย่าง มีสัตว์บุคคลเป็นอารมณ์แต่มีความต่างกัน คือ

๑. เมตตา มีสัตว์ซึ่งเป็นที่รักเป็นอารมณ์ ( ปิยมนาสัตว์ ) คือ มีความรักสนิทสนม เป็นไมตรี ไม่รู้สึกรังเกียจในสัตว์บุคคลที่ประสบพบเห็น เมตตา คือ อโทสเจตสิก เป็นปฏิปักษ์ต่อความโกรธ ความพยาบาท

๒. กรุณา มีสัตว์ซึ่งเป็นทุกข์เป็นอารมณ์ ( ทุกขิตสัตว์ ) คือ มีความสงสารอาทร หวังเกื้อกูลแก่สัตว์บุคคลที่กำลังเป็นทุกข์นั้น

๓. มุทิตา มีสัตว์ซึ่งเป็นสุขเป็นอารมณ์ ( สุขิตสัตว์ ) คือ มีความยินดีปลาบปลื้มกับสัตว์บุคคลที่กำลังประสบกับความสุข มุทิตาคือมุทิตาเจตสิก เป็นปฏิปักษ์ต่ออรติ ความไม่ยินดีและความริษยา

๔. อุเบกขา มีสัตว์ที่เป็นกลาง ไม่เป็นที่รัก หรือที่ชังเป็นอารมณ์ ( มัชฌตตสัตว์ ) คือมีความวางเฉยในสัตว์บุคคลทั้งหลาย ซึ่งมีกรรมเป็นของ ๆ ตน

อุเบกขาคือตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก เป็นปฏิปักต่อราคะ ความกำหนัดยินดี

ท่านกล่าวไว้ว่า ขณะที่มีความปรารถนาดี มีความเป็นมิตร เป็นเพื่อน มีความหวังดีกับผู้อื่น ขณะนั้น เป็นเมตตาที่เป็นไปกับมหากุศลจิตขั้นขณิกสมาธิ ถ้าอบรบให้มากจนมีกำลังความสงบเพิ่มมากขึ้นจนสามารถเป็นมิตรกับทุก ๆ คน มีความเสมอกันกับสัตว์ทุกหมู่เหล่า ก็จะเป็นอุปจารสมาธิและอัปปนาตามลำดับ

ในชีวิตประจำวันการอบรมเจริญเมตตา คือการมีไมตรี มีความเป็นเพื่อน มีความเป็นมิตร มีความหวังดีกับบุคคลต่าง ๆ ซึ่งจะเริ่มต้นเพียงบุคคลบางคน บางกลุ่ม และเมื่อมีกำลังมากขึ้น ขยายกว้างออกไป ในเบื้องต้นการเจริญเมตตาเป็นเพียงความสงบของจิตขั้นขณิกสมาธิ เมื่อสงบมากขึ้นจนไม่มีขอบเขตเป็นอุปจารและอัปปนา เพราะเมตตามีกำลังมากถึงขั้นฌาน จึงเรียกว่า เมตตาอัปปมัญญา

ดังนั้น ที่หลวงปู่ท่านกล่าวว่า ก่อนจะเจริญภาวนา (สมถภาวนา) ให้เอาพรหมวิหาร ๔ (ซึ่งผมเข้าใจว่าต้องเริ่มจาก เมตตา ก่อน) มาตั้งอยู่ในใจเสียก่อนนั้น น่าจะเปรียบเทียบได้ดังตัวอย่างการเจริญเมตตาในเบื้องต้น เพื่อให้กำลังของสมาธิเข้มแข็งขึ้นตามลำดับ ครับ 

สำหรับตัวอย่างการเจริญเมตตานั้น ขอให้ดูหลวงปู่เป็นตัวอย่างนะครับ เมตตาท่านสูงมาก ลูก หลาน ญาติโยม ชาวบ้าน ผู้ยากไร้ เจ็บป่วย ทุกข์ยาก รับรู้ได้ถึงเมตตาของหลวงปู่ท่านที่มีให้แก่ทุกคน ครับ ไม่ว่าจะโครงการขุดคลองช่วยชาวบ้าน สร้างโรงเรียน สร้างตึกสงฆ์อาพาธ สร้างวิทยาลัยสงฆ์ ให้ทุนการศึกษา สร้างโบสถ์วิหาร สร้างศาลา สร้างกุฎี ร่วมถึงโครงการแบ่งปันความสุข เพื่อช่วยเหลือผู้เฒ่าผู้แก่ เด็กๆ ที่ยากจน เป็นหนึ่งในโครงการที่เกิดจากเมตตาของหลวงปู่นี้แหละครับ
ขออนุโมทนาครับ Satu...
_________________
เอถ ปสฺสถิมํ โลกํ จิตฺตํ ราชรถูปมํ
ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโค วิชานตํ

สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ อันตระการดุจราชรถ
ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่ท่านผู้รู้หาข้องอยู่ไม่

ดิฉันได้มีโอกาสสอบถามความเข้าใจของตัวเองถึงเรื่องนี้อีกครั้งกับหลวงปู่ ดังนี้ค่ะ

หมายความว่าให้เราละความโกรธ พยาบาท ความเศร้าหมอง ทุกข์ใจ ความริษยา และ ความคิดคำนึงที่มีต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งลง ณ ขณะที่เราจะเริ่มนั่งสมาธินั้น เมื่อเรารู้สึกว่าจิตของเราสงบจากเรื่องเหล่านั้นแล้ว จึงจะเจริญภาวนาต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Mirin วันที่ตอบ 2009-04-07 12:10:36


ความคิดเห็นที่ 1 (35709)

สาธุ...สาธุ...สาธุ...

ผู้แสดงความคิดเห็น piyo ( น้องตัวอ้น ) วันที่ตอบ 2009-03-24 12:27:19



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


dot
หัวข้อหลัก
dot
bulletพุทธะ-ธรรมบรรยาย
bulletรวมบทสวดมนต์ และพระคาถา
dot
สาระน่ารู้
dot
bulletเสียงอ่าน - นิทานธรรม
bulletเกร็ดประวัติศาสนสถาน
bulletประวัติครูบาอาจารย์


สอบถามข้อมูลต่าง ๆ ทาง Chatbox เลยครับ (-/|\-)


Copyright © 2011 All Rights Reserved.