ReadyPlanet.com
dot


ผลของกรรมทำแท้ง!!!


 ผลของกรรมทำแท้ง!!!ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ผลของการแท้งบุตร จะ โดยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ล้วนแต่เป็นต้นเหตุแห่งการเจ็บป่วย หรือทำมาหากินไม่ขึ้น ที่กล่าวว่าเจตนานั้นคงจะพอเข้าใจกันดี แต่ไม่เจตนาเป็นกรรมด้วยเหรอ ก็ขอตอบให้ชัด ๆ ลงไปเลยว่า กรรมแน่นอน ในทางโลกแม้ว่าคุณจะไม่มีเจตนา อาจจะประมาทพลาดพลั้ง หรืออุบัติเหตุ หรือเหตุสุดวิสัยก็แล้วแต่ ถ้าลงได้ทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือตาย ก็ถือว่ามีความผิดแน่นอน ส่วนบทการลงโทษทางกฏหมายนั้นย่อมอยู่ที่เจตนาเป็นสำคัญ ดังนั้นพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นย่อมเป็นข้อชี้บ่งบอกอยู่ในตัว เพราะถ้าเจตนาบทลงโทษก็หนักเบาแตกต่างกันออกไป

สิ่งหนึ่งที่มักเป็นเหมือนกันก็คือ การเจ็บปวดที่บริเวณกระดูกสันหลังบริเวณกระเบนเหน็บหรือในท้อง เพราะดวงวิญญาณน้อย ๆ ที่หลุดลอยออกไป ย่อมมีความโกรธแค้นในการกระทำของผู้เป็นแม่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง อีก ประการหนึ่งเพราะกรรมเก่ามาตัดรอน เมื่อไม่มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์จึงต้องกลายไปเป็นสัมภเวสีแทน และยังไม่หมดหนี้กรรม จะไปจุติในภพใดภพหนึ่งก็ยังไม่ได้ ก็เลยไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนดี เลยต้องเกาะหลังผู้เป็นแม่นั่นแหละ จนกว่าจะหมดกรรมได้ไปจุติในภพใดภพหนึ่งต่อไป หรือจนกว่าจะได้มีการอโหสิกรรมนั้น จึงจะยอมเคลื่อนออกมาจากบริเวณที่เจ็บปวดไปหาที่อยู่ใหม่ต่อไป
การ เกาะติดหลังนั้นย่อมจะทำให้เกิดการเจ็บปวดได้ เพราะจิตหรือวิญญาณก็เป็นพลังงานรูปหนึ่ง ที่แม้จะมองไม่เห็นตัวตนได้ แต่ก็สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก เมื่อยึดตามเส้นเอ็นในร่างกายก็เกิด การกดเส้นประสาทในจุดนั้น ๆ ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด ทางการแพทย์อาจวินิจฉัยว่า เกี่ยวกับหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือ เส้นเอ็นอักเสบก็แล้วแต่ กินยาก็แล้ว นวดก็แล้ว มันก็หายเพียงชั่วคราว บางคนปวดมากจนแทบจะทนไม่ไหว ดีไม่ดี กลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงต้องผ้าตัดก็ยิ่งไปกันใหญ่
บางรายอาจปวดในช่องท้อง ซึ่งแพทย์อาจวินิจฉัยว่า เป็นเนื้องอกหรือมะเร็งที่มดลูก บางรายถูกตัดลำไส้ ตัดปีกมดลูกหรือมดลูกในที่สุด บางรายเป็นฝ่ายชายที่สนับสนุนหรือบังคับให้อีกฝ่ายทำแท้ง ก็อาจมีอาการแน่นหรืออืดท้องเป็นประจำก็มี ดังนั้นโรคที่เกี่ยวกับการทำแท้งทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนา จึงมีหลายประการด้วยกัน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ จะทำมาหากินไม่ขึ้น
 
 
 
 
 
 
 
 
กรรมอันเกิดจากการแท้งบุตรหลัง จากที่เราได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับกรรมมาพอสมควร จึงอยากหยิบยกประเด็นที่อาจเห็นได้ชัด เพราะเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและพบเห็นกันอยู่เสมอคือ “การทำแท้ง” ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมายและผิดศีลธรรม แต่ ก็ยังมีให้เห็นและเป็นข่าวปรากฏอยู่เนืองนิตย์ แม้บางฝ่ายจะพยายามเรียกร้องให้เป็นเรื่องที่กระทำได้โดยถูกกฏหมายก็ตาม แต่เสียงคัดค้านส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่เห็นด้วยอยู่ดี
ท่ามกลางภาวะสังคมที่วุ่นวายและสับสน ขาดการศึกษาทางด้านจริยธรรมหรือศีลธรรม ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมต่อเนื่องกันไปไม่มีสิ้นสุด ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ความไม่พร้อมจากวุฒิภาวะ ภาระหน้าที่การงาน การเงิน หรือ ข้ออ้างใด ๆ ที่ท่านจะชักแม่น้ำทั้ง 5 มาอ้างอิงเพื่อสนับสนุนการกระทำแท้งของท่านก็ตาม
แต่ท่านจะหนีจากการเป็น “ผู้ร้ายฆ่าคน” ไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดจากเจตนาหรือไม่ก็ตาม รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ในเมื่อชีวิตหนึ่งต้องสูญเสียไปจากการกระทำใด ๆ ก็แล้วแต่ ย่อมก่อให้เกิดความเศร้าเสียใจและจิตใจหดหู่ขาดความสุขไปตลอดชีวิตเลยที เดียว
ผลที่จะติดตามมาจากการทำแท้งนั้นใหญ่หลวงนัก ประการแรกเสี่ยงชีวิตตนเอง เพราะการตกเลือด อาจจะต้องตายตามบุตรไปด้วย หรือ ถูกจับได้ในขณะกระทำอยู่ย่อมมีความผิดตามกฏหมายอีกด้วย ทั้งผู้ทำและผู้ให้กระทำ หรือ อาจทำให้มดลูกพิการจนไม่สามารถมีบุตรได้ตลอดชีวิต
แม้จะผ่านวิกฤตที่กล่าวมาได้ ภายหลังแม้จะประกอบอาชีพการงานใดก็จะประสพอุปสรรค ทำมาหากินไม่ขึ้น ปวดศรีษะรุนแรง หรือ ปวดบริเวณกระเบนเหน็บ ปวดในช่องท้อง หรือ มดลูก มากกว่านั้นอาจถูกตัดมดลูกก็ได้ หลายรายอาจไม่คาดไม่ถึงว่า ผลกรรมทำแท้งนี้จะเป็นบาปอันมหันต์มากมายถึงขนาดนี้
 
ผิดอะไรถึงไม่ให้เขาเกิด 
การเกิดเป็นมนุษย์นั้นต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ การกำเนิดเป็น “คน” นั้นยากเย็นแสนเข็ญ บางดวงจิตดวงวิญญาณ รอการเกิดเป็นคนมานานนับกัปป์กัลป์ แต่ท่านไปทำลายโอกาสและความหวังหนึ่งเดียวที่รอมานานแสนนาน ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของทารกที่อยู่ในครรภ์แม้แต่นิดเดียว และเกิดจากการการะทำของผู้ให้กำเนิดในเพศที่เรียกกันว่า “แม่”
หากเขาได้เกิดมาลืมตามองโลก เขาอาจจะเป็นบุคคลสำคัญที่มีคุณค่าต่อชาติบ้านเมือง หรือของโลกก็ได้ เพราะการเกิดเป็นมนุษย์นั้นสามารถสร้างบุญได้สูงสุดในโลกก็ว่าได้ เฉกเช่นการตรัสรู้ขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มาจากความเป็นมนุษย์นี่แหละ
 
ซึ่งพุทธองค์ได้กล่าวไว้ว่า สิ่งที่ถึงพร้อมและยากยิ่งที่จะบังเกิดขึ้นมาในโลกนี้มีอยู่ 4 อย่างด้วยกันคือ1. การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะหากเกิดเป็นสัตว์เดรรัจฉาน หรือ โอปปาติกะ ก็หมดโอกาสเหมือนกัน เพราะไม่อาจเข้าใจภาษาหรือปฏิบัติถึงชั้นสูงสุดได้
2. การได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เพราะถึงเกิดเป็นมนุษย์ หากไม่ได้เกิดในเขตแดนพระพุทธศาสนา ย่อมไม่มีโอกาสศึกษาธรรมได้ลุ่มลึก เพราะบางภพอาจว่างจากพระพุทธเจ้ามีแต่พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือในเขตศาสนาอื่น ที่มีแต่ความวุ่นวายจนเป็นกลียุคได้
3. การได้ฟังธรรมจนเกิดความเลื่อมใส ต้องอาศัยเหตุปัจจัยต่อเนื่องจากผลดังกล่าวข้างต้นประกอบกัน
4. การได้มีโอกาสบวชเรียน เมื่อฟังธรรมจนเลื่อมใส จนคิดอยากบวชเรียนหรือหันมาศึกษาปฏิบัติอย่างจริงจัง จนสามารถบรรลุธรรมได้ในระดับใดระดับหนึ่ง
 
ดังนั้นความเป็น “คน” หรือ “มนุษย์” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะไม่ใช่จะเกิดง่าย ๆ แต่เมื่อคลอดและอยู่รอดเป็นทารก จนเติบใหญ่ขึ้นมา ใฝ่ศึกษาหาความรู้ ย่อมมีโอกาสในการสร้างบุญกุศลในระดับต่าง ๆ เช่น การให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา สุดแท้แต่ภูมิสติปัญญาของแต่ละคน
วิญญาณในระดับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เดียรรัจฉาน เปรต อสุรกาย หรือ เทพ เทวา ในระดับต่าง ๆ หากคิดจะใส่บาตรพระภิกษุสงฆ์ คงจะทำได้ยาก เว้นแต่ใส่บาตรพระอริยเจ้า ผู้มีหูทิพย์ตาทิพย์นั่นแหละ แต่จะต้องรอนานแค่ไหนกว่าจะพบท่านสักองค์ บางภพบางภูมิก็ไม่มีอะไรจะใส่ให้ท่านได้ แต่บางท่านก็อาจมีอาหารทิพย์ใส่บาตรให้ท่านก็มี หรือหากจะทำสังฆทาน อุทิศร่างกายเป็นทาน ก็กระทำไม่ได้แน่ ๆ
สภาวะของวิญญาณในระดับต่าง ๆ นั้น ถ้าจะปฏิบัติธรรมให้ได้ผลในระดับสูงสุดคงจะทำไม่ได้ เพราะขาดสังขารที่จะต้องมาเผชิญ “วิบากกรรม” อันเกิดจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อันเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะชดใช้หนี้เวรหนี้กรรมที่มีต่อเจ้ากรรมนายเวร และหากหมั่นเพียรปฏิบัติจนเกิดปัญญาญาณจากการเจริญวิปัสสนา ถ้าไม่มีความเป็นมนุษย์รองรับก็จะบรรลุได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ถึงชั้นสูงสุด  แต่แล้วจู่ ๆ ก็ถูกพวกท่านทั้งหลายมาตัดอนาคตการเกิด ด้วยการ “ฆ่า” ทำให้เขาหมดโอกาสเกิดมาสร้างบุญสร้างกุศล ตัดโอกาสการใช้หนี้เวรหนี้กรรม โอกาสเกิดมารับใช้ชาติบ้านเมืองซึ่งอาจจะสร้างผลประโยชน์แก่ตนเองและสังคม ต่อไปในภายภาคหน้า หรือ หากเกิดเป็นชายก็จะมีโอกาสได้บวชเรียนเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา บางคนอาจจะคิดเลยไปว่า ตายเสียได้ก็ดี เกิดมาอาจพิกลพิการ ปัญญาอ่อน หรือ ทำตัวเป็นคนชั่วช้าลามกก็ตาม นั่นเป็นเรื่องของของกรรมแต่ละคน ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะเที่ยวไปพิพากษาโทษเขา อยู่ที่เรารู้จักอบรมดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูให้ดีแค่ไหนเท่านั้น
 
บางคนก็คิดเองว่า เพียงเดือนเศษยังเป็นก้อนเลือดยังไม่เป็นตัว ไม่ถือเป็นบาป แต่ในทางความเป็นจริงในทางพระพุทธศาสนาถือว่า เมื่อไข่ได้รับการผสมเชื้อแล้ว ก็เกิดการปฏิสนธิ ถือว่าชีวิตได้เริ่มต้นพัฒนาตัวเองแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะแอบอ้างหรือแก้ตัวแต่อย่างใด แม้แต่ทางโลกก็ถือว่าผิดกฏหมายและผิดศีลธรรม ถึงแม้ว่าจะเกิดจากไม่เจตนา เช่น จากอุบัติเหตุ หรือ แท้งโดยธรรมชาติ ก็ยังถือว่าเป็นบาปอยู่ดี เพราะการจะถูกฆ่าโดยวิธีใด จากเจตนาหรือโดยประมาทย่อมมีความผิดอยู่ดี ย่อมสร้างความโกรธและความแค้นให้กับดวงจิตดวงวิญญาณได้เหมือนกัน มากหรือน้อยก็อีกกรณีหนึ่ง
ถ้าเป็นคุณถูกเขา “ฆ่า” บ้าง จะรู้สึกอย่างไร โดยเฉพาะการทำแท้งนั้น เป็นเจตนาและกระทำอย่างเลือดเย็น คิดว่ามีเหตุผลพอเพียงที่ดวงวิญญาณนั้นจะโกรธแค้นหรือไม่
บาง คนพอทำแท้งไปแล้ว ก็เที่ยววิ่งถวายสังฆทานอุทิศ ขออโหสิกรรมต่อดวงจิตดวงวิญญาณดวงนั้น เหมือนกับตบหัวแล้วลูบหลัง มันง่ายเกินไปหรือเปล่า ลองเราถูกฆ่านอนอยู่ในโลง แล้วมีคนเอาข้าวน้ำมาตั้งไว้ข้าง ๆ แล้วเคาะโรงให้ออกมารับของนั้น แล้วให้เป็นอโหสิกรรมกัน ถ้าเป็นวิญญาณท่าน ท่านจะทำอย่างไร
เขียนโดย DHAMMAME 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
กว่าจะได้เกิดเป็นคนเสียดาย... คนตายไม่ได้อ่าน : ปฐมบรรพ - เกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร?
บาง คนใช้เวลากว่าครึ่งชีวิต หมกมุ่นอยู่กับคำถามซ้ำๆ เช่นทำไมถึงเกิดมากับพ่อแม่ฐานะความเป็นอยู่อัตคัดขัดสน ทำไมถึงเกิดเป็นหญิงให้ต้องเสียเปรียบเขาอยู่ร่ำไป ทำไมถึงรูปไม่งามแถมนามยังตลก ไม่มีอะไรเป็นที่เชิดหน้าชูตาสักอย่าง
หรือ บางคนแม้เหมือนมีพร้อมทั้งทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ และคุณสมบัติ ก็ต้องทรมานใจกับข้อบกพร่องเล็กใหญ่ในชีวิต เช่นฐานะร่ำรวยแต่เต็มไปด้วยภาระน่าหนักอก เป็นชายแต่ใจแอบเป็นหญิง สวยหล่อแต่ตัวเตี้ยขาสั้นเต่อ เรียกว่าเจอเผชิญปัญหารบกวนจิตใจเดิมๆได้ตลอด มองคนอื่นรอบตัวเขาไม่เห็นต้องทนทุกข์ทรมานกับปัญหาเช่นตนกันเลย
หาก เคยรู้สึกน้อยใจในชะตากรรมของตัวเองมาก่อน คนที่คงโดนเรากล่าวโทษมากที่สุดเห็นจะได้แก่บุพการีผู้ให้กำเนิด ให้เราเกิดมาแล้วก็ไม่รู้จักเลี้ยงให้ดีมีความสุขสมบูรณ์อย่างลูกคนอื่น อันดับต่อมาน่าจะได้แก่เทวดาฟ้าดิน อุตส่าห์ทำดีเหตุใดจึงแลไม่เห็นและตกรางวัลกับเรามากๆ
และแม้คนไทย บางส่วนถูกสอนมาถูกทาง คือให้หมั่นท่องติดปากว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ‘มันเป็นกรรมเก่าของเราเอง’ แต่ก็มักเป็นการท่องแบบนกแก้วนกขุนทองเอาไว้ปลอบใจตัวเอง มากเสียกว่าที่จะตระหนักว่านั่นเป็นความรู้อันควรลงให้ลึกและเข้าใจให้ซึ้ง จำแนกละเอียดเป็นเรื่องๆไปว่าที่กำลังเป็นอยู่ ที่กำลังพอใจหรือไม่พอใจมาจากการกระทำแบบไหน เพื่อความรู้แจ้ง เพื่อความสังวรระวัง และเพื่อความเร่งรัดให้ตนเองพัฒนาต่อๆไป ทั้งในด้านที่ดีอยู่แล้วและในด้านที่ยังพร่องอยู่
ในปฐมบรรพหรือส่วน แรกของหนังสือเล่มนี้ จะพูดถึง ‘กรรมเก่า’ ในหลายฐานะ ทั้งโดยความเป็นช่างผู้ปั้นแต่งรูปร่างหน้าตา ทั้งโดยความเป็นบรรพบุรุษผู้มอบมรดกตกทอดเป็นเงินทองของใช้ ทั้งโดยความเป็นองครักษ์พิทักษ์ความปลอดภัย ทั้งโดยความเป็นยักษ์ในตะเกียงวิเศษ รวมทั้งความเป็นอะไรต่ออะไรให้เราอีกมากมาย ชนิดที่ต่อไปจะได้ขอบคุณหรือกล่าวโทษให้ถูกตัวกันจริงๆ ไม่ใช่โทษมั่วไปเรื่อยโดยไม่ต้องมีหลักฐานประกอบการพิจารณาใดๆ หาว่าพ่อแม่ไม่พยายามให้ดีกว่าที่เคยบ้าง หาว่าเทวดากลั่นแกล้งบ้าง หาว่าคนรอบข้างเลวร้ายไปหมดบ้าง
ปฐมบรรพจะชี้ชัดตามพระพุทธองค์ตรัส คือ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีตนเป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้
ผู้ที่เริ่มเชื่อความจริงดัง นี้ย่อมเลิกเรียกร้องสิ่งใดๆจากผู้อื่น แล้วหันมาเรียกร้องเอาสิ่งที่ตนปรารถนาจากปัจจุบันกรรมของตัวเอง และต่อไปหากจะน้อยใจชะตาหรือสภาพความเป็นอยู่ต่างๆ ก็คงน้อยใจตัวเองในอดีต ไม่น้อยใจ ‘ผิดตัว’ อย่างที่แล้วๆมา กับทั้งตระหนักในสิ่งที่ควรตระหนัก เช่นโดยหลักธรรมชาติแล้วเราควรกราบกรานแทบเท้าขอบพระคุณพ่อแม่ ไม่ว่าท่านจะเลี้ยงดูเรามาอย่างไร หรือแม้กระทำต่อเราเช่นใดก็ตาม เหตุผลหลักคือพวกท่านเป็นประตูนำเราเข้าเส้นทางมนุษย์ อันเป็นที่สุดแห่งศักยภาพการพัฒนาตนเอง รวมทั้งตระหนักว่าเทวดานางฟ้าท่านเคยทำดีมาก็สมควรไปเสวยสวรรค์เพื่ออยู่ เล่นเป็นสุข ไม่ใช่ต้องมาคอยสอดส่องดูแลมนุษย์ตั้งเกือบหมื่นล้านคนบนโลกทุกวัน หากรางวัลแห่งการทำดีคือต้องขึ้นสวรรค์ไปคอยสอดส่องดูแลมนุษย์ราวกับเป็นขี้ ข้าสิ่งมีชีวิตในภูมิต่ำกว่าไปทั้งชาติ ซึ่งอย่างนี้ก็อย่าทำดีหวังสวรรค์กันเลยดีกว่า เอาแค่ครึ่งๆกลางๆพอได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกที แล้วงอมืองอเท้ารอรับความช่วยเหลือจากเบื้องบนเท่านั้นพอ
พระ พุทธเจ้าตรัสว่า ผู้สามารถมีตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้น นับว่าได้ที่พึ่งอันหายาก และในแง่ของการเป็นที่พึ่งแห่งตนในระยะยาวก็ควรจะต้องรู้จักกรรมทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่ว รู้ว่ากรรมอันใดดีจะได้ทำให้มากเพื่อได้เป็นเรือใหญ่อาศัยแล่นไปในมหาสมุทร แห่งภพภูมิ รวมทั้งรู้ว่ากรรมอันใดชั่วจะได้หลีกเลี่ยงให้ห่างเพื่อไม่ต้องโดนมันโยนลง น้ำไปลอยคอลำบากลำบน
ตามกฏหมาย ทางการแพทย์อนุญาตให้ทำแท้งอยู่ 2 กรณี คือ 1. การตั้งครรภ์ส่งผลต่อชีวิตของมารดา 
เช่น มารดาเป็นโรคหัวใจ ขั้นรุนแรง การตั้งท้องอาจทำให้มารดามีภาวะน้ำท่วมปอด แล้วเสียชีวิต
2. การตั้งครรภ์จากการข่มขืน
 
=========================================
 
ลักษณะของการแท้งบุตรนั้นก็มีอยู่หลายประการด้วยกัน
? เจตนาทำแท้ง เช่น การใช้ยาขับออก รีดทารกออก จะโดยเหตุผลทางสังคมที่ยังไม่พร้อมจะมี บุตร ตั้งครรภในระหว่างวัยการศึกษา หรือ ถูกข่มขืน ซึ่งกฏหมายอาจอนุญาตให้ทำแท้งบุตรได้
 
? ไม่เจตนาให้แท้ง เช่น การยกของหนัก นั่งยานพาหนะที่เกิดการกระแทกอย่างแรงจนก้อนเลือดแตก อุบัติเหตุตกจากที่สูง
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ คุณ DHAMMAME ขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้ขออนุญาตก่อนที่เอามาลงเรื่องราวดี ดี 
****เขียนโดย DHAMMAME *****


ผู้ตั้งกระทู้ Goodperson (benz_teacher-at-yahoo-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2014-09-12 23:55:21


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2011 All Rights Reserved.